Nong's profileNong's spacePhotosBlogLists Tools Help
Photo 1 of 43

Nong's space

February 24

ทริปโอซากา 15-19 กุมภาพันธ์ 2551

ทริปสั้นๆ โอซากา-โกเบ-นารา-เกียวโต  ใช้เวลากินเที่ยวรวม 3 วัน 3 คืนเต็มๆ โดยไม่นับวันเดินทาง

 

เดินทางออกจาก กทม ดึกวันที่ 15  ร่อนลงสนามบินคันไซที่โอซากาเช้าวันที่ 16  ออกสตาร์ทเที่ยวที่ปราสาทโอซากาเป็นที่แรก  ตัวปราสาทโอซากาผ่านการบูรณะมาแล้ว  แต่กำแพงและคูน้ำล้อมรอบยังคงเป็นของดั้งเดิม  ที่นี่มี Time Capsule ที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งมีงาน Expo ปี ’70  ใน Time Capsule นี้จะเก็บข้าวของเครื่องใช้และอะไรก็ตามที่คนญี่ปุ่นอยากเก็บไว้ให้คนยุคหลังได้ศึกษา  เจ้า Time Capsule นี่มีกำหนดจะถูกเปิดอีกครั้งในอีก 500 ปีข้างหน้า  คนยุคนั้นจะได้เห็นว่าคนยุคก่อนมีอารยธรรมอย่างไรกัน 

 

ออกจากปราสาทโอซากา มุ่งหน้าสู่โกเบ  เมืองท่าสำคัญ  ที่นี่ได้เจอหิมะตกเป็นละอองแบบเบาบาง  แวะทานข้าวเที่ยงเป็นบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ  เมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดอร่อย  ช้อปปิ้งเพลิดเพลิน  ชมบรรยากาศท่าเรือ และร้านค้าสไตล์น่ารักๆ  ออกจากโกเบ  ย้อนกลับไปโอซากา เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไคยูคัง  เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่  มีสัตว์น้ำให้ดูหลากหลาย   ออกจากที่นี่ ไปทานอาหารเย็นเป็นบุเฟฟต์ของทอดสไตล์ญี่ปุ่น  เลือกเอง ชุบแป้งเอง ทอดเอง หยิบใส่ปากเอง  สนุปและอิ่มอร่อยแบบชุดใหญ่ก่อนเข้าพักที่โรงแรม

 

17 กุมภาพันธ์ ถึงคิวลุย Universal Studio  ที่สร้างได้อลังการ  มีสิ่งก่อสร้างและเครื่องเล่นที่จำลองสถานการณ์จากภาพยนตร์มากมาย  มันน่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าคิวเล่นได้หมดในวันเดียวเพราะคนเยอะมากๆ  เฉพาะที่เห็นเข้าคิวรอผ่านประตูตอนที่สวนสนุกเปิดก็เกินกว่าพันคนแน่ๆ แล้ว  เครื่องเล่นไฮไลท์ได้แก่ Spiderman เครื่องเล่นที่ต้องนั่งรถรางเข้าไปชมหนัง 3 มิติ  และ Jaws ที่ลงทุนไปมหาศาล  แต่การเข้าคิวรอเล่นก็ทำให้เพลียทีเดียว  ครอบครัวแตกแยกกันตรงนี้เองเพราะลูกจะไปเล่น Spiderman ที่ต้องเข้าคิว 1 ชั่วโมง  พ่อแม่เลยทิ้งลูก ควงกันไปเล่น Jurassic Park Ride  แยกกันไปพักนึงครอบครัวก็กลับมาพร้อมหน้า ไปเล่น Jaws ด้วยกัน  หลังหาข้าวเที่ยงกินก็แยกย้ายกันอีกครั้งเพราะลูกจะวิ่งไปถ่ายรูปให้ทั่วๆ  ปล่อย 2 ตายายไปเดินเล่นกันเองตามลำพัง  แยกกันไม่นาน หิมะตกเป็นสาย พ่อแม่ดีใจได้เจอหิมะสมใจ หลังจากที่แอบผิดหวังก่อนเดินทางว่าหิมะหมดไปแล้ว  แต่นี่ได้เจอแบบตกลงมาจากฟ้ากันเลยทีเดียว  ดีใจด้วยๆ

 

ออกจาก Universal Studio มุ่งหน้าสู่โปรแกรมช้อปปิ้งอีกรอบ  บุกย่านชินไซบาชิ  แหล่งช้อปปิ้งสำคัญของชาวโอซากา  ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นสยามนั่นเอง  ที่นี่เป็นถนนเส้นยาว  สองข้างทางเป็นร้านค้าขายของหลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้าแฟชั่น ขนม ใบชา เครื่องสำอาง ฯลฯ  แต่ที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้  ก็ต้องยกให้ป้ายโฆษณาปูยักษ์และผลิตภัณฑ์กูลิโกะนั่นเอง   เดินเล่นเสียเงินแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเย็น  มื้อนี้เป็นบุฟเฟต์ชาบูที่อร่อยจนไม่อยากลุกกลับโรงแรมกันเลยทีเดียว

 

18 กุมภาพันธ์  วันนี้เที่ยวเมืองเก่า  เป้าหมายเป็นวัดทั้งหมด  เริ่มต้นกันที่นารา  วัดโทไดจิ  ที่วัดนี้มีกวางจำนวนมากเดินเล่นไปมาต้อนรับนักท่องเที่ยว  กวางมารยาทเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว  แถวนั้นจะมีร้านขายขนมเซมเบ้ไว้ให้นักท่องเที่ยวเลี้ยงกวาง  แต่ก็มีกวางบางตัวเก็บกระดาษที่ตกหล่นแถวนั้นเข้าปากเคี้ยวกันเพลิน  เข้าไปชมวัดแล้ว ซื้อของที่ระลึกแล้ว  ออกเดินทางต่อไปยังเกียวโตเพ่อทานข้าวเที่ยง ซูชิเซ็ทแสนอร่อย

 

อิ่มท้องแล้วก็เริ่มต้นโปรแกรมภาคบ่ายที่ศาลเจ้าเฮอัน  ต่อด้วยวัดคินคาคุจิที่คุ้นชื่อกันดีจากการ์ตูนอิคคิวซัง  ตัววัดผ่านการบูรณะชนิดที่เรียกว่าสร้างใหม่กันทั้งหลัง  ปราสาทสีทองสวยอร่ามอยู่กลางสวนญี่ปุ่น  สวยมากทีเดียว  ออกจากคินคาคุจิ  มุ่งหน้าสู่ที่หมายสุดท้าย  วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส  ที่นี่มีสิ่งล่อตาล่อใจหลายอย่าง  เริ่มตั้งแต่ถนนทางขึ้นลงที่มีสารพัดร้านค้าขายของที่ระลึกต่างๆ  ตัววัดที่สวยงาม  มุมดื่มน้ำที่เชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี โดยต้องใช้กระบวยรองน้ำที่ตกมาจากด้านบน 3 สายมาดื่ม  และมุมที่สาวๆ สนใจกันมากมายก็คือมุมหินทำนายรัก  วิธีการเสี่ยงทายก็คือ เดินหลับตาจากหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างไปประมาณ 20-30 เมตร  หากเดินไปได้เองโดยปลอดภัย ก็แปลว่าจะได้พบเนื้อคู่  แต่ถ้าไม่มั่นใจ ให้เพื่อนเดินบอกทางหรือคอยประคองกันไป ก็แปลว่าจะได้คู่ แต่ต้องพึ่งพาพ่อสื่อแม่สื่อ  หาคู่เองไม่ได้  มีสาวๆ ญี่ปุ่นเดินหลับตาเป๋ไปเป๋มากันเยอะทีเดียว

 

เที่ยวเสร็จ ช้อปปิ้งกระเป๋าแฟ่บ  เดินทางกลับสู่โอซากา  ทานอาหารเย็นเป็นบุฟเฟต์อาหารย่าง  อิ่มอร่อยแล้วแวะซื้อของในซูเปอร์มาเก็ตอีกครั้งก่อนเข้าโรงแรม  เก็บข้าวของรอเดินทางกลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

19 กุมภาพันธ์  ออกจากโรงแรม 8 โมงครึ่ง  มุ่งหน้าสู่สนามบินคันไซ  บินกลับบ้านตอน 11 โมง

 ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากมาย  บ้านเมืองมีความทันสมัย แต่ก็อนุรักษ์สิ่งเก่าแก่ไว้ได้แบบกลมกลืน  ทุกอย่างน่าดู น่ากิน น่าใช้มากๆ  ข้าวของที่ซื้อขายกันอาจจะราคาแพงหากเทียบกับบ้านเรา  แต่คุณภาพของวัตถุดิบ การผลิต และไอเดียในการจัดทำให้หน้าตาของมันออกมาสวยงามก็ทำให้รู้สึกว่าคุ้มราคาที่ตั้งไว้เสียสูงเชียว  อาหารและขนมทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นอะไร ซื้อจากที่ไหน อร่อยไปเสียหมด  ไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ดีเลย  ไปแล้วอยากอยู่ต่อนานๆ 

December 14

ทริปที่ใฝ่ฝันและรอคอย อียิปต์!!

เป็นแฟนประเทศอียิปต์มานาน  ในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปเหยียบทะเลทราย  อาบแดดพร้อมตากลมหนาว  แหงนหน้ามองพีระมิดที่แสนจะใหญ่โตอลังการ  ไปดูมัมมี่ที่แสนน่าทึ่ง  และ เหล่หนุ่มๆ อียิปต์หน้าตาดีที่หาไม่ได้บนเครื่องบินของสายการบินอียิปต์แอร์  

 

6 ธ.ค. 07  

ออกเดินทางพร้อมลูกทัวร์อีก 24 ชีวิตด้วยสายการบินอียิปต์แอร์ตอนตี 1 กว่าๆ  นั่งไป ตื่นไป นอนไป  10 ชั่วโมงผ่านไป ก็ร่อนลงที่ไคโรตอน 6 โมงครึ่งของเช้าวันที่ 6 ธ.ค. ตามเวลาอียิปต์ที่ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง  เจอผู้ประสานงานทัวร์หนุ่มอียิปต์ที่มารอรับที่สนามบิน คุณอาลี  ดูแลทั้งคณะจนผ่าน ตม. รับกระเป๋า ขึ้นรถ  แวะเข้าโรงแรม  พักกันที่ Sofitel Le Sphinx  ทานอาหารเช้า  เข้าห้องล้างหน้าล้างตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นกันแล้ว  ก็เริ่มออกเที่ยวที่แรก  โดยคราวนี้ได้พบไกด์ตัวจริงที่เป็นคนดูแลคณะ น้องมาร์วา สาวสวยชาวอียิปต์ผู้มีเสียงหัวเราะเป็นเสน่ห์ประจำตัว   ออกเที่ยวกันที่มหาพีระมิดแห่งกีซา  ที่นี่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่พัก  ด้วยความใหญ่โตของพีระมิด  สามารถมองเห็นพีระมิด 2 หลังได้จากระยะไกล  และเป็นโชคดีของหัวหน้าทัวร์อย่างดิฉันมากมายที่บริษัทแลนด์ของอียิปต์จัดห้องวิวพีระมิดให้เพียงคนเดียว (จุ๊ๆ เดี๋ยวลูกทัวร์ได้ยิน) 

 

มหาพีระมิดแห่งกีซามีทั้งหมด 3 หลัง เป็นพีระมิดของกษัตริย์ 3 รุ่น  หลังที่ใหญ่ที่สุดเป็นของรุ่นปู่  หลังใหญ่รองลงมาเป็นของรุ่นพ่อ  และที่เล็กที่สุดเป็นรุ่นลูก  โดยปกติจะมองเห็นเพียง 2 หลังใหญ่  หากจะมองให้เห็นครบทั้ง 3 หลัง  ต้องขับรถอ้อมไปด้านใน  หรือมองเห็นได้จากบริเวณที่มีสฟิงซ์ตั้งอยู่  พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นมาได้แบบน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด  ก้อนหินแต่ละก้อนที่นำมาวางเรียงกันจนได้เป็นพีระมิดหลังใหญ่ขนาดนั้น มีน้ำหนักแต่ละก้อนไม่ต่ำกว่า 2 ตัน แล้วที่เห็นเอามาทำพีระมิดหลังใหญ่ที่สุดนั่น 2 ล้าน 3 แสนก้อน  การวางเรียงกันรึก็มหัศจรรย์ วางได้แนบชิดกันจนแม้แต่กระดาษแผ่นบางๆ ยังแทรกผ่านไปไม่ได้

 

แวะถ่ายรูปพีระมิดกันแล้ว  ขี่อูฐแล้ว  อ้อมไปดูเจ้าสฟิงซ์จมูกบี้กันแล้ว  เลยไปเที่ยวร้านน้ำหอมและร้านทำกระดาษปาปิรุสกัน  ที่ร้านน้ำหอมมีหัวน้ำหอมของน้ำหอมแบรนด์ดังหลายกลิ่นหลายยี่ห้อ  ในฐานะที่ช่วยแปล ต่อราคา และช่วยขายน้ำหอมให้ทางร้านแล้ว  ก็ได้ของตอบแทนจากหนุ่มอียิปต์เป็นน้ำหอมขวดเล็กๆ มา 2 ขวดพร้อมขวดคริสตัลสวยงามอีก 1 ขวด  ส่วนที่ร้านกระดาษปาปิรุส ได้ดูวิธีการทำกระดาษจากต้นปาปิรุส แต่ราคารูปภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสนี่ก็แพงเอาเรื่อง  แผ่นเล็กๆ ยังพอกัดฟันซื้อได้  แต่ถ้าเป็นแผ่นใหญ่ๆ ก็ขอชื่นชมด้วยสายตาพอ

 

ออกจากร้านนี้แล้ว วางแผนจะพาลูกทัวร์กลับเข้าโรงแรมเพื่อล้างหน้าล้างตาพักผ่อนซัก 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับไปที่เจ้าสฟิงซ์จมูกบี้เพื่อดู Sound & Light Show  ระยะทางที่ควรใช้เวลาเพียง 10 นาทีกลับกลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่งเพราะเจอรถติดแบบสาหัส  ได้บรรยากาศกรุงเทพบ้านเราโดยแท้  จากที่จะไปล้างหน้าก็กลายเป็นแค่แวะโรงแรมเพื่อเข้าห้องน้ำที่ล็อบบี้  แล้วรีบออกไปดู Sound & Light กัน  เป็นโชว์แสงเสียงที่แสดงประวัติศาสตร์ส่วนสำคัญแบบรวมๆ ของอียิปต์  โดยเน้นเรื่องการสร้างพีระมิดเยอะหน่อย  ดูโชว์จบก็ไปทานอาหารเย็น  กลับเข้านอน

 

7 ธ.ค. 07  

ออกเดินทางไปยังเมมฟิสและซัคคารา  เมมฟิสเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอียิปต์  ที่นี่จะได้เห็นรูปปั้นโบราณหลากหลาย  แต่ที่เด่นสุดก็คือรูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์รามเซสที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่  แต่รูปปั้นนี้หักตรงส่วนขา  ทำให้ต้องต้อนรับเราในท่านอน  จบทัวร์ที่เมมฟิส  แวะเข้าร้านพรม  ชมวิธีการถักพรมแบบต่างๆ

 

ออกจากที่นี่ มุ่งหน้าไปซัคคารา  ดูพีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ที่มี 6 ระดับ  เดินอ้อมไปอีกมุมก็จะสามารถมองเห็นพีระมิดทรงค่อมที่อยู่ห่างออกไปอีก 15 กิโลได้  พีระมิดค่อมเกิดจากการพยายามจะสร้างพีระมิดรูปทรงปกติแต่องศาการวางหินผิดไป  ปกติพีระมิดจะมีมุมเอียงที่ 52 องศา  แต่พีระมิดค่อมนี้เริ่มต้นด้วยมุม 52 องศาจริง พอทำไปๆ มุมมันเหลือแค่ 42 องศาซะยังงั้น  ตัวพีระมิดเลยออกมาเป็นเส้นโค้งแปลกตา  ใกล้ๆ กันมีพีระมิดรูปทรงปกติอีกหลัง  แต่สร้างด้วยองศาความลาดเอียงที่เท่ากับตัวพีระมิดค่อม  แต่สร้างด้วยมุม 42 องศาตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไป

 

แวะร้านทำจี้สลักชื่อเป็นภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า คาร์ทูช  ที่นี่ทำงานเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะได้รับความสนใจจากลูกทัวร์เยอะ  คอยประสานงานกับทางร้าน  แจ้งความต้องการลูกค้า  ดูแลให้ลูกค้าสั่งสินค้า ชำระเงินเสร็จ  ก็ได้รางวัลจากหนุ่มอียิปต์จากร้านนี้  เป็นจี้คาร์ทูชพร้อมสร้อยอีกหนึ่งเส้นกลับมา  เป็นของที่ได้มาแล้วชอบที่สุดเลยทีเดียว  เพราะดูแล้วหน้าตามันอียิ๊ปต์ อียิปต์ 

 

บ่ายแก่ๆ  กลับเข้าโรงแรมพักผ่อนได้ชั่วโมงหนึ่ง  ออกไปล่องเรือในแม่น้ำไนล์  ดูระบำหน้าท้องที่สาวนักเต้นระบำดูยังไงๆ ก็ไม่ค่อยจะเหมือนผู้หญิงแท้ซักเท่าไหร่  มีหนุ่มหนวดงามสวมกระโปรงบานๆ หลายๆ สีออกมาโชว์หมุนตัวชวนเวียนหัวอีกหนึ่งชุด  จบโชว์ก็ทานอาหารเย็นเคล้าเสียงดนตรีจากนักร้อง  ใช้เวลาอยู่บนเรือเกือบ 2 ชั่วโมง  กลับไปสลบเหมือดที่โรงแรม

 

8 ธ.ค. 07  

วันนี้เดินทางไกลสู่อเล็กซานเดรีย  เมืองหลวงเก่าอีกแห่งของอียิปต์  เป็นเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุด  ติดทะเลเมดิเตอเรเนียน  ระหว่างที่นั่งรถเลียบทะเลไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังสถานที่เที่ยวก็ทำให้ได้ชื่นชมความงามของทะเลที่คั่นแอฟริกากับอียิปต์เอาไว้

 

อเล็กซานเดรียเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ที่คนรู้จักกันเยอะน่าจะเป็นเรื่องชีวิตรักของพระนางคลีโอพัตรา  แต่จากที่ฟังไกด์เล่าแล้ว เรื่องราวมันช่างมีความแตกต่างจากหนังที่เคยดูอยู่มิใช่น้อย  ภาพในหนังที่ทำออกมาให้คนนั้นคนนี้ดูสวยงาม ความจริงในประวัติศาสตร์กลับทำให้เราฉงนงงงวยกันเลยทีเดียว

 

ที่ที่ได้แวะชมในอเล็กซานเดรีย  ประกอบไปด้วย El Salamlek Palace  เป็นวังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม  แต่ส่วนที่เป็นวังเก่าตั้งอยู่ข้างๆ กัน และยังเก็บไว้เป็นวังจริงๆ จังๆ เปิดใช้เพื่อรับแขกบ้านแขกเมืองก็คือ Haremlek พอฟังความเป็นมาของเจ้า Haremlek แล้วก็พอจะเข้าใจว่าฮาเร็มมาจากไหน  ก็เจ้า Haremlek นี่ เป็นวังส่วนที่บรรดาสาวๆ สวยๆ อยู่  แล้วท่านผู้ชายที่ควรต้องอยู่ในวัง Salamlek ก็มักจะมาขลุกอยู่แต่ใน Haremlek นี่ ปล่อยให้ Salamlek ว่างงานซะยังงั้น  ออกจากวังก็ขับรถอ้อมชายฝั่งไปชม Citadel ของอเล็กซานเดรีย   Citadel คือป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสังเกตุการณ์ข้าศึกที่จะมารุกรานนั่นเอง  ในวันสุดท้ายเราก็จะไป Citadel ที่สุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี ในไคโรอีกที่หนึ่ง

 

รายการเที่ยวต่อไป เป็น Roman Theatre โรงละครแบบโรมันที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงของชาวอียิปต์โบราณ  ในบริเวณเดียวกันเป็นโรงอาบน้ำที่ถือเป็นอีกแหล่งพบปะสังสรรค์ของชาวอียิปต์   ออกจากที่นี่ ไปดูเสาปอมเปย์กันต่อ  เป็นเสาทรงโรมันทำจากหินแกรนิตตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียวในเขตวัดเก่า  แต่สิ่งก่อสร้างโดยรอบพังเกลี้ยงแล้ว  เหลือแค่เสาต้นนี้กับสฟิงซ์ที่นอนเฝ้าเสาอยู่อีก 2 ตัว   

 

ดูเสาแล้วก็มุ่งหน้าไป Catacomb สุสานใต้ดินที่ภายในมีห้องต่างๆ มากมาย  ทางลงเป็นบันไดวนขั้นเตี้ยๆ 91 ขั้น  ภายในสุสานมี 3 ชั้น  ชั้นแรกที่ลงไปถึงเป็นห้องโถง  มีวัฒนธรรมแปลกๆ เกิดขึ้นก็คือเมื่อมาเยี่ยมศพ เขาจะไม่นิยมการร้องไห้ฟูมฟาย  แต่มาปิกนิกกัน หอบข้าวปลาอาหารมากินกันสำราญในสุสาน  พออิ่มแล้วก็จะขว้างถ้วยชามที่ใช้กินข้าวกันทิ้งไว้ในสุสานนั่นแหละ  เพราะเชื่อว่าเข้ามาในสุสานแล้ว  ข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องเป็นของคนตาย  เอากลับออกไปไม่ได้  ตอนขุดพบสุสานนี้จึงพบถ้วยชามแตกหักมากมายเกลื่อนกลาดอยู่ในห้องที่ใช้เป็นที่ปิกนิกกัน  ชั้นที่สองถัดลงไปมีห้องที่สำคัญคือห้องที่มีโลงศพหิน 3 โลงตั้งอยู่  เชื่อกันว่าน่าจะเป็นห้องเก็บศพของครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก  ที่นี่มีการค้นพบมัมมี่และข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บไว้ให้คนตาย  ชั้นล่างสุดที่อยู่ต่ำลงไปนั้นโดนน้ำจากใต้ดินท่วมไปแล้ว  ลงไปไม่ได้   รอบๆ ห้องเก็บศพนี้เป็นผนังที่ทำเป็นช่องเล็ก ๆ มากมายล้อมเอาไว้วางข้าวของต่างๆ 

 

จบรายการเที่ยวที่อเล็กซานเดรีย  มุ่งหน้ากลับไคโรเพื่อทานอาหารค่ำและกลับเข้าโรงแรมนอน  การนั่งรถจากไคโรไปอเล็กซานเดรีย  ใช้เวลาในการเดินทางไปและกลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

9 ธ.ค. 07  

วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในอียิปต์  วันนี้เป็นโปรแกรมที่หัวหน้าทัวร์รอคอยมาตลอด  พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งไคโรนั่นเอง!  ได้ดูมัมมี่ของจริงหลังจากที่เคยดูแต่ในหนังสือ  ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ขุดเจอกัน  ได้ดูอะไรต่อมิอะไรที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความเจริญและความสามารถของคนอียิปต์   เข้าไปแค่เห็นภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆ ที่มีการขุดค้นมาได้ก็ขนลุกซู่แล้ว  ยิ่งพอได้เห็นของจริงแบบใกล้ชิด  ยิ่งรู้สึกทึ่ง  เสียดายที่ในพิพิธภัณฑ์นี้ห้ามถ่ายรูป  และเสียดายที่มีเวลาที่นี่แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น  โปรแกรมหน้าจะจัดให้มีเวลาเยอะๆ กว่านี้ให้ได้เชียว

 

แวะเข้าไปดูโบสถ์คริสต์ในเมืองอิสลาม  ที่อียิปต์มีชาวคริสต์ประมาณ 15%  แต่เป็นคริสต์ที่ไม่ได้ขึ้นกับสำนักวาติกันแต่อย่างใด  ตัวไม้กางเขนของชาวคริสต์ที่นี่ก็เป็นเหมือนรูปกากบาทที่ขาของไม้กางเขนทั้ง 2 ข้างยาวเท่ากัน  ไม่ได้สั้นข้างยาวข้างเหมือนของคริสต์ทั่วๆ ไป    โบสถ์ที่นี่มีจุดเด่นคือเป็นโบสถ์ที่สร้างพาดอยู่บนหอสูง 2 หลัง  หากมองจากด้านหน้า  จะเห็นว่าตัวฐานโบสถ์ลอยอยู่เหนือพื้นดิน  เหมือนถูกแขวนอยู่ระหว่างหอสูงที่ขนาบข้างอยู่นั่นเอง

 

ออกจากโบสถ์ มุ่งหน้าสู่ Citadel แห่งไคโร ที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสงครามนั่นเอง  ไกด์เล่าว่าสร้างขึ้นในช่วงที่มีสงครามครูเสด  แต่สงครามยุติลงก่อนที่จะลามมาถึงไคโร  ป้อมปราการนี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการสงครามจริงแต่อย่างใด  ในที่เดียวกันนั้นเอง คือสุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี (Mohammed Ali Mosque)  สุเหร่านี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับ Blue Mosque ในตุรกี  ดูข้างนอกก็ว่าสวยแล้ว  แต่ข้างในนี่  สวยเกินคำบรรยาย   จากจุดที่สุเหร่าตั้งอยู่นี้เป็นที่สูง  สามารถมองวิวเมืองไคโรได้สุดหูสุดตาทีเดียว 

 

ออกจากสุเหร่า เข้าสู่โปรแกรมสุดท้ายของทัวร์  การช้อปปิ้งที่ Khan El Khalili Bazaar นั่นเอง  ถ้าให้เปรียบเทียบ ที่นี่ก็คือตลาดรัสเซียของปักกิ่ง  Lowu Center ของเซินเจิ้น  ตลาดปราบเซียนของบาหลี  หรือถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะเป็นจตุจักรหรือคลองถมนั่นเอง    ที่นี่มีของจำพวกของฝาก ของที่ระลึกขายกันมากมาย  เสียดายที่ไม่ได้ซื้อของอะไรของตัวเองเลย  เพราะลูกทัวร์ดึงตัวให้ไปช่วยส่งภาษาตลอด  เศร้ามากๆๆๆ

 

ช้อปเสร็จ  กินข้าวเย็นเสร็จ  ได้เวลาบอกลาไคโร  บอกลาประเทศอียิปต์แล้ว  เป็น 4 วันที่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจมาก  อียิปต์เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ น่าทึ่ง  โดยเฉพาะในแง่ของความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ   คนอียิปต์เองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร  เด็กๆ วัยรุ่นก็มักจะมาทักทายชาวต่างชาติด้วยความสนใจเสมอ  อาหารอาจจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหลายๆ คน  แต่ก็ไม่ได้รสชาติแย่จนกินยากเย็นอะไรนัก 

 

เก็บตกเรื่องน่าสนใจ

-          เดือนธันวาคม  อากาศอียิปต์ดีมากๆ เย็นสบายจนถึงหนาวนิดๆ แม้จะมีแดดแต่ก็ไม่ร้อนแสบผิว  เว้นแต่วันที่ไปกีซา  ลมแรงกลางทะเลทรายสามารถทำลายเส้นผมคุณได้ เซ็ทผมไปดีแค่ไหนก็กระเจิง  หมวกหรือผ้าโพกหัวช่วยท่านได้

-          น้ำดื่มแพงมาก ราคาพอๆ กับในฮ่องกงหรือสิงคโปร์ทีเดียว  หากสามารถติดกระเป๋าไปซัก 2-3 ขวดจะช่วยให้ประหยัดได้มาก

-          เรื่องช้ำใจ  อุตส่าห์หอบมาม่า ชา กาแฟ ไปเสวยสุขยามดึก  แต่โรงแรมในอียิปต์แทบทุกที่ไม่มีกาต้มน้ำในห้อง  โฮๆๆ

-          โปรแกรมเที่ยวเลิกค่ำทุกวัน  แถมเวลาที่ช้ากว่ากันตั้ง 5 ชั่วโมง  วันแรกๆ ปรับตัวกันไม่ได้  พอซัก 5 โมงเย็นอันเป็นเวลาบ้านเรา 4 ทุ่มแล้ว  ชาวไทยตาปรือ คอตกกันทั้งคณะ

-          หนุ่มอียิปต์รุ่นหนุ่มๆ นี่  หน้าตาหล่อเหลาเหลือเชื่อ!!

-          แม้หนุ่มๆ จะหน้าตาดี  แต่นิสัยชีกอนี่  เป็นกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่เว้นแม้สถานที่ราชการ

-          แอบบ่น  กว่าจะได้วีซ่าไปเที่ยวอียิปต์กันทริปนี้  สุขภาพจิตเสียไปมากมาย  คราวหน้าฉันจะไม่พลาดท่าเสียทีเรื่องเอกสารให้สถานทูตแน่นอน บทเรียนคราวนี้เจ็บแสบยิ่งนัก  ได้วีซ่ากันวันสุดท้ายของการเดินทางทั้งๆ ที่ยื่นเข้าไปตั้ง 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้น   ฮึ่มๆๆๆ

July 03

ทริปเกาหลีฉบับกะทัดรัด

ไปแฟมทริปเกาหลีเพื่อศึกษาโอกาสในการทำธุรกิจทัวร์ไปเกาหลีในเร็วๆ นี้  แม้จะออกเดินทางตั้งแต่คืนวันที่ 28 มิถุนายน  แต่เริ่มเที่ยวในเกาหลีจริงวันที่ 29 เลยอยากจะเรียกว่าเป็นโปรแกรม 3 วัน 2 คืนมากกว่า
 
28-29 มิถุนายน
ออกจากรุงเทพฯ 4 ทุ่มครึ่ง ลงจอดที่สนามบินอินชอนเวลาตี 5 ครึ่งโดยประมาณ  รวมตัวกันครบก็ออกจากสนามบินไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารไทยเล็กๆ  เป็นข้าวต้มและกับข้าวง่ายๆ ไม่กี่อย่าง  จากนั้นนั่งรถขึ้นเหนือไปยังเขตชายแดนเกาหลีใต้  เข้าหอสังเกตการณ์ที่มีพิพิธภัณฑ์แสดงภูมิศาสตร์ชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือและใต้  พรมแดนธรรมชาติที่กั้นเกาหลีเหนือและใต้เอาไว้ก็คือแม่น้ำอิมจิน ส่วนที่กว้างที่สุดของแม่น้ำกว้าง 3.2 กม.  จากหอสังเกตการณ์สามารถมองไปเห็นแผ่นดินเกาหลีเหนือได้ เหมือนยืนอยู่ริมแม่น้ำโขงแล้วเห็นฝั่งลาวอยู่ตรงข้ามกันแบบนั้นเลยทีเดียว  ที่นี่ยังมีการจำลองภาพความเป็นอยู่แบบชาวเกาหลีเหนือเอาไว้  และมีนิทรรศการแสดงความพยายามหลายสิบปีในการรวมเกาหลีทั้งสองเข้าด้วยกัน
 
กลับเข้าตัวเมืองของกรุงโซล  แวะเที่ยววัดโชเกซา  ไหว้พระขอพร  แล้วไปทานอาหารเที่ยง  ลิ้มรสอาหารเกาหลีมื้อแรก  เป็นหมูและปลาหมึกย่างในกระทะสไตล์เกาหลี  มีผักแกล้มหลายอย่าง  อาหารทุกมื้อมีกิมจิเป็นเครื่องเคียงอย่างไม่ต้องสงสัย
 
อิ่มแล้วไปเข้าวัง  ชมพระราชวังเคียงบ็อก  ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์จำลองสภาพชีวิตของชาวเกาหลี  นับแต่การกำเนิดดินแดนของเกาหลี  วิถีชีวิตของชาวเกาหลี  ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย อาหาร บ้านเรือน  แล้วออกมาเดินชมเขตพระราชวัง  พระราชวังเคียงบ็อกไม่ค่อยมีสีสันมากนัก  ขนาดไม่ใหญ่โตอลังการเท่าพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง  ศิลปะการก่อสร้างก็ไม่ต่างจากของจีนหรือญี่ปุ่นมากนัก  ถ้าไม่มองลึกๆ ในรายละเอียดของศิลปะ อาจจะไม่คิดว่าเดินอยู่ในเกาหลีก็ได้
 
จบจากพระราชวัง  ไปเดินช้อปกระจายกันที่ย่ายทงเดมุน  แหล่งแฟชั่นวัยรุ่นและทุกรุ่น  สาวๆ ส่วนใหญ่ได้เพลิดเพลินกับร้านเครื่องสำอางและเสื้อผ้าแฟชั่นมากมาย   ช้อปแล้วก็ทานอาหารเย็น มื้อนี้เป็นไก่ตุ๋นโสม  เป็นไก่ตัวน้อย ยัดไส้ข้าวเหนียว สมุนไพร และโสมสดต้นเล็กๆ  ตุ๋นนาน 6 ชั่วโมง เสิร์ฟมาด้วยความร้อนระดับเดือดพล่าน
 
อิ่มแล้วเดินทางไปเมืองยางจี  นอนที่ยางจี ไพน์ รีสอร์ท  รีสอร์ทที่มีเนินเขาเล่นสกีได้ในฤดูหนาว  ที่นี่ไม่มีเตียง ได้นอนที่นอนสไตล์เกาหลีกันจริงๆ
 
30 มิถุนายน
หลังอาหารเช้า  มุ่งหน้าสู่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์  ที่นี่ใหญ่ สถานที่สวย และมีของเล่นให้ตื่นเต้นเร้าใจกว่าที่ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์มากมายหลายเท่านัก  แค่เดินถ่ายรูปก็เพลิดเพลินได้มากแล้ว  เสียดายแค่ของที่ระลึกไม่น่าสนใจนัก
 
บ่ายโมงออกจากสวนสนุก เกินหมูย่างเกาหลีต้นตำรับ  เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในบรรดามื้ออาหารที่กินในเกาหลีเลยทีเดียว  หมูชิ้นโตฉ่ำซอส ย่างบนกระทะร้อนๆ ด้วยเวลาอันสั้น  นุ่มอร่อยสุดๆ จนต้องซื้อซอสกลับมาหมักและทำกินเองที่บ้านด้วย
 
กลับเข้ากรุงโซล  แวะชมศูนย์โสมที่มีผลิตภัณฑ์จากโสมมากมาย  เข้าชมบ้านของประธานาธิบดี  ได้ถ่ายรูปกับทหารที่แต่งชุดโบราณ  จากนั้นแวะทานอาหารเย็น ป็นข้าวอบหม้อดินกับสุกี้ชาบูหม้อโต 
 
เข้าโรงแรมที่พัก  แล้วออกมาเดินช้อปกระหน่ำอีกครั้งในย่านเมียงดง  ที่นี่สาวๆ ได้เพลิดเพลินกับการช้อปเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีที่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับราคาที่ขายอยู่ที่เมืองไทย  ไม่ว่าจะเป็น Skinfood, Etude, Missha, La Neige ฯลฯ
 
1 กรกฎาคม
เริ่มโปรแกรมกันด้วยสายฝนที่หมู่บ้านฮันนก  หมู่บ้านที่อนุรักษ์บ้านเรือนแบบโบราณเอาไว้  ออกจากที่นี่ ไปช้อปสินค้าดิวตี้ฟรี  สาวๆ ยังคงหมกมุ่นกับเครื่องสำอาง  หนุ่มๆ ก็ไปสำราญกับมุมอเล็กโทรนิกส์   เสร็จแล้วไปเที่ยว World Cup Stadium ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์แสดงวิวัฒนาการด้านฟุตบอลของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะประวัติการเข้าร่วมฟุตบอลโลก  ได้เข้าไปสู่สนามจริงที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 ที่เกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุน   แวะชมร้านจำหน่ายพลอย Amethyst พลอยสีม่วงที่คนเชื่อว่ามีพลังในตัวเอง และช่วยส่งพลังให้กับผู้ที่สวมใส่   หลังจากทานอาหารจีนเป็นมื้อเที่ยง มื้อสุดท้ายในเกาหลีแล้ว  ก็มุ่งหน้าไปยังสนามบิน  ระหว่างทางแวะซื้อสินค้าที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องการพลาด  ร้านขายของฝากประเภทอาหารเกาหลี  สินค้าขายดีหนีไม่พ้นบะหมี่รสเด็ด  หอบหิ้วกันมาคนละ 2-3 ลัง
 จบทริปอย่างรวดเร็ว  เวลาช่างสั้นจริงๆ  ทริปนี้สั้นมากจนงงว่าเที่ยวเสร็จแล้วหรือนี่   สรุปว่าสาวๆ น่าจะถูกใจกับการไปเกาหลีมากกว่า  เพราะถ้าไม่นับเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  การช้อปปิ้งที่เป็นกิจกรรมหลักอันดับถัดมาดูจะดึงดูดความสนใจของผู้หญิงได้มากกว่าเยอะ  โดยเฉพาะเครื่องสำอางหลายยี่ห้อทั้งที่มีขายในบ้านเราและไม่มี  ราคาถูกจนน่าตะลึงจนอดหยิบติดมือกลับมาไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องสำอางถูกทั้งๆ ที่สินค้าอย่างอื่นแทบทุกอย่างแพงมากมาย  อาหารอร่อยใช้ได้  คนพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างตามร้านค้าต่างๆ  ไม่ลำบากมากนักเวลาซื้อของ  สิ่งที่ยากลำบากเวลาซื้อของก็คือการคำนวณราคา  ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลขไปด้วยอาจปวดหัวและจ่ายเงินผิดความตั้งใจได้
June 17

อาการ "ประทับใจ"

วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหนอยากเขียนอะไรมีสาระแนวจิตวิทยาที่เข้าใจแค่คนเดียวมั่ง

 

ความประทับใจ เกิดขึ้นได้ไม่ยาก  แต่มันจะเกิดขึ้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว หรือจะยั่งยืนไปนานแสนนานแค่ไหนนี่สิ

 

บางครั้งเห็นใคร เห็นอะไร  หน้าตาช่างชวนมอง ชวนหลงใหล เราเริ่มประทับใจที่เปลือกภายนอก  แต่พอสัมผัสให้ลึกเข้าไป  บางทีไม่ต้องสัมผัสนาน ไม่ต้องสัมผัสลึกมาก  ความประทับใจที่ให้ไปในแว่บแรกสามารถสลายหายไปง่ายดายเหลือเกิน  แต่กับบางคน บางสิ่ง แว่บแรกที่ได้เห็นก็งั้นๆ  แว่บที่สองที่ได้สัมผัสใกล้ชิด อืมมม น่าสนใจ  สัมผัสไปอีกหลายๆ แว่บ  เออ  มีคนหรืออะไรแบบนี้อยู่ในชีวิตนี่ก็ไม่เลวนะ  ยิ่งถ้าเป็นคนหรือสิ่งที่พิเศษมากๆ ก็อยากจะเก็บความประทับใจไปให้นานๆ

 

โดยส่วนตัว เป็นคนประทับใจอะไรง่าย  บางวูบก็เลิกประทับใจได้โดยง่าย  และหลายวูบที่เก็บความประทับใจไว้กับตัวนานมากๆ  แต่บางครั้งก็ต้องคิดว่า พอตัวเองรู้สึกประทับใจกับใครหรืออะไรเป็นพิเศษแล้ว เราเลือกที่จะหยุดมองคนหรือสิ่งนั้นแค่ตรงจุดที่เราประทับใจหรือเปล่า?  เมื่อถึงจุดที่เรารู้สึกว่า ดี๊ดี เราจะเลิกมองคนนั้นหรือสิ่งนั้นให้ลึกไปกว่านั้นมั้ย?  ถ้าเรามองให้ลึกกว่าเดิม  เราจะเจอจุดที่ทำให้ความประทับใจที่เกิดขึ้นลดน้อยลงหรือหายไปเลยรึเปล่า?  หรือในบางครั้ง  ประทับใจคนหรือสิ่งนั้นอยู่ดีๆ ก็เกิดพยายามจะสัมผัสเบื้องลึกเบื้องหลังให้มากเข้าเพราะอยากประทับใจให้มากยิ่งขึ้น แล้วกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละเป็นคนทำลายความน่าประทับใจเหล่านั้นไปซะเองรึเปล่า?  บางทีเราคาดหวังกับคนหรือสิ่งที่เราประทับใจมากเกินไปจนเป็นเหตุให้หยุดประทับใจกับคนหรือสิ่งนั้นไปเลยรึเปล่า?

 

แล้วนี่ฉันบ้ารึเปล่าที่อยู่ๆ มานั่งบ่นอะไรเรื่อยเปื่อยแนวไม่เข้าใจตัวเองแบบนี้??? 

May 31

ว่าง....แต่ขี้เกียจ

เหลียวมองบล็อกตัวเอง  ไม่ได้อัพมา 2 เดือนกว่าๆ แล้ว   ใช่ว่าจะไม่มีเวลาว่างหลังจากการเดินสายออกทัวร์ 
แต่ช่วงเวลาว่างที่มีมันก็ชวนให้เกียจคร้านเกินกว่าจะมาอัพบล็อก
หากใครเห็นดาวกระพริบแล้วหวังจะเข้ามาเสพข่าวสารใหม่ๆ  ก็เสียใจไว้ ณ โอกาสนี้
 
ช่วงนี้ไปเมืองจีนบ่อยจนเริ่มรู้สึกเหมือนจะไปตั้งรกรากที่นั่นได้  ไปทีก็เจอคนรู้จักแทบทุกที่ที่ไป
ตั้งแต่โรงแรมที่พักไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยว  ส่วนใหญ่ก็เป็นไกด์และคนขับรถที่เคยใช้บริการกันมา
 
มีโครงการใฝ่สูงจะไปเรียนภาษาจีนแบบอินเทนซีฟถึงเมืองเจ้าของภาษา
แต่ก็ยังหาเวลาและสะสมเงินได้ไม่มากพอ  คงจะต้องรอต่อไปอีกนิด
 
ปล. ไม่รู้ว่าดวงไม่ถูกกับไกด์สาวๆ รึเปล่า  ทำงานกับไกด์ผู้หญิงทีไร  เจอฝนตกทุกทีทั้งที่ไม่น่าจะตก
      สงสัยว่าต้องรีเควสแต่ไกด์หนุ่มๆ   (ข้ออ้างจากจิตใต้สำนึก)