| Nong's profileNong's spacePhotosBlogLists | Help |
|
February 24 ทริปโอซากา 15-19 กุมภาพันธ์ 2551ทริปสั้นๆ โอซากา-โกเบ-นารา-เกียวโต ใช้เวลากินเที่ยวรวม 3 วัน 3 คืนเต็มๆ โดยไม่นับวันเดินทาง
เดินทางออกจาก กทม ดึกวันที่ 15 ร่อนลงสนามบินคันไซที่โอซากาเช้าวันที่ 16 ออกสตาร์ทเที่ยวที่ปราสาทโอซากาเป็นที่แรก ตัวปราสาทโอซากาผ่านการบูรณะมาแล้ว แต่กำแพงและคูน้ำล้อมรอบยังคงเป็นของดั้งเดิม ที่นี่มี Time Capsule ที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งมีงาน Expo ปี ’70 ใน Time Capsule นี้จะเก็บข้าวของเครื่องใช้และอะไรก็ตามที่คนญี่ปุ่นอยากเก็บไว้ให้คนยุคหลังได้ศึกษา เจ้า Time Capsule นี่มีกำหนดจะถูกเปิดอีกครั้งในอีก 500 ปีข้างหน้า คนยุคนั้นจะได้เห็นว่าคนยุคก่อนมีอารยธรรมอย่างไรกัน
ออกจากปราสาทโอซากา มุ่งหน้าสู่โกเบ เมืองท่าสำคัญ ที่นี่ได้เจอหิมะตกเป็นละอองแบบเบาบาง แวะทานข้าวเที่ยงเป็นบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ เมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดอร่อย ช้อปปิ้งเพลิดเพลิน ชมบรรยากาศท่าเรือ และร้านค้าสไตล์น่ารักๆ ออกจากโกเบ ย้อนกลับไปโอซากา เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไคยูคัง เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ มีสัตว์น้ำให้ดูหลากหลาย ออกจากที่นี่ ไปทานอาหารเย็นเป็นบุเฟฟต์ของทอดสไตล์ญี่ปุ่น เลือกเอง ชุบแป้งเอง ทอดเอง หยิบใส่ปากเอง สนุปและอิ่มอร่อยแบบชุดใหญ่ก่อนเข้าพักที่โรงแรม
17 กุมภาพันธ์ ถึงคิวลุย Universal Studio ที่สร้างได้อลังการ มีสิ่งก่อสร้างและเครื่องเล่นที่จำลองสถานการณ์จากภาพยนตร์มากมาย มันน่าเสียดายที่ไม่สามารถเข้าคิวเล่นได้หมดในวันเดียวเพราะคนเยอะมากๆ เฉพาะที่เห็นเข้าคิวรอผ่านประตูตอนที่สวนสนุกเปิดก็เกินกว่าพันคนแน่ๆ แล้ว เครื่องเล่นไฮไลท์ได้แก่ Spiderman เครื่องเล่นที่ต้องนั่งรถรางเข้าไปชมหนัง 3 มิติ และ Jaws ที่ลงทุนไปมหาศาล แต่การเข้าคิวรอเล่นก็ทำให้เพลียทีเดียว ครอบครัวแตกแยกกันตรงนี้เองเพราะลูกจะไปเล่น Spiderman ที่ต้องเข้าคิว 1 ชั่วโมง พ่อแม่เลยทิ้งลูก ควงกันไปเล่น Jurassic Park Ride แยกกันไปพักนึงครอบครัวก็กลับมาพร้อมหน้า ไปเล่น Jaws ด้วยกัน หลังหาข้าวเที่ยงกินก็แยกย้ายกันอีกครั้งเพราะลูกจะวิ่งไปถ่ายรูปให้ทั่วๆ ปล่อย 2 ตายายไปเดินเล่นกันเองตามลำพัง แยกกันไม่นาน หิมะตกเป็นสาย พ่อแม่ดีใจได้เจอหิมะสมใจ หลังจากที่แอบผิดหวังก่อนเดินทางว่าหิมะหมดไปแล้ว แต่นี่ได้เจอแบบตกลงมาจากฟ้ากันเลยทีเดียว ดีใจด้วยๆ
ออกจาก Universal Studio มุ่งหน้าสู่โปรแกรมช้อปปิ้งอีกรอบ บุกย่านชินไซบาชิ แหล่งช้อปปิ้งสำคัญของชาวโอซากา ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นสยามนั่นเอง ที่นี่เป็นถนนเส้นยาว สองข้างทางเป็นร้านค้าขายของหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้าแฟชั่น ขนม ใบชา เครื่องสำอาง ฯลฯ แต่ที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้ ก็ต้องยกให้ป้ายโฆษณาปูยักษ์และผลิตภัณฑ์กูลิโกะนั่นเอง เดินเล่นเสียเงินแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเย็น มื้อนี้เป็นบุฟเฟต์ชาบูที่อร่อยจนไม่อยากลุกกลับโรงแรมกันเลยทีเดียว
18 กุมภาพันธ์ วันนี้เที่ยวเมืองเก่า เป้าหมายเป็นวัดทั้งหมด เริ่มต้นกันที่นารา วัดโทไดจิ ที่วัดนี้มีกวางจำนวนมากเดินเล่นไปมาต้อนรับนักท่องเที่ยว กวางมารยาทเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว แถวนั้นจะมีร้านขายขนมเซมเบ้ไว้ให้นักท่องเที่ยวเลี้ยงกวาง แต่ก็มีกวางบางตัวเก็บกระดาษที่ตกหล่นแถวนั้นเข้าปากเคี้ยวกันเพลิน เข้าไปชมวัดแล้ว ซื้อของที่ระลึกแล้ว ออกเดินทางต่อไปยังเกียวโตเพ่อทานข้าวเที่ยง ซูชิเซ็ทแสนอร่อย
อิ่มท้องแล้วก็เริ่มต้นโปรแกรมภาคบ่ายที่ศาลเจ้าเฮอัน ต่อด้วยวัดคินคาคุจิที่คุ้นชื่อกันดีจากการ์ตูนอิคคิวซัง ตัววัดผ่านการบูรณะชนิดที่เรียกว่าสร้างใหม่กันทั้งหลัง ปราสาทสีทองสวยอร่ามอยู่กลางสวนญี่ปุ่น สวยมากทีเดียว ออกจากคินคาคุจิ มุ่งหน้าสู่ที่หมายสุดท้าย วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส ที่นี่มีสิ่งล่อตาล่อใจหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ถนนทางขึ้นลงที่มีสารพัดร้านค้าขายของที่ระลึกต่างๆ ตัววัดที่สวยงาม มุมดื่มน้ำที่เชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี โดยต้องใช้กระบวยรองน้ำที่ตกมาจากด้านบน 3 สายมาดื่ม และมุมที่สาวๆ สนใจกันมากมายก็คือมุมหินทำนายรัก วิธีการเสี่ยงทายก็คือ เดินหลับตาจากหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งที่อยู่ห่างไปประมาณ 20-30 เมตร หากเดินไปได้เองโดยปลอดภัย ก็แปลว่าจะได้พบเนื้อคู่ แต่ถ้าไม่มั่นใจ ให้เพื่อนเดินบอกทางหรือคอยประคองกันไป ก็แปลว่าจะได้คู่ แต่ต้องพึ่งพาพ่อสื่อแม่สื่อ หาคู่เองไม่ได้ มีสาวๆ ญี่ปุ่นเดินหลับตาเป๋ไปเป๋มากันเยอะทีเดียว
เที่ยวเสร็จ ช้อปปิ้งกระเป๋าแฟ่บ เดินทางกลับสู่โอซากา ทานอาหารเย็นเป็นบุฟเฟต์อาหารย่าง อิ่มอร่อยแล้วแวะซื้อของในซูเปอร์มาเก็ตอีกครั้งก่อนเข้าโรงแรม เก็บข้าวของรอเดินทางกลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น
19 กุมภาพันธ์ ออกจากโรงแรม 8 โมงครึ่ง มุ่งหน้าสู่สนามบินคันไซ บินกลับบ้านตอน 11 โมง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากมาย บ้านเมืองมีความทันสมัย แต่ก็อนุรักษ์สิ่งเก่าแก่ไว้ได้แบบกลมกลืน ทุกอย่างน่าดู น่ากิน น่าใช้มากๆ ข้าวของที่ซื้อขายกันอาจจะราคาแพงหากเทียบกับบ้านเรา แต่คุณภาพของวัตถุดิบ การผลิต และไอเดียในการจัดทำให้หน้าตาของมันออกมาสวยงามก็ทำให้รู้สึกว่าคุ้มราคาที่ตั้งไว้เสียสูงเชียว อาหารและขนมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอะไร ซื้อจากที่ไหน อร่อยไปเสียหมด ไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ดีเลย ไปแล้วอยากอยู่ต่อนานๆ December 14 ทริปที่ใฝ่ฝันและรอคอย อียิปต์!!เป็นแฟนประเทศอียิปต์มานาน ในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปเหยียบทะเลทราย อาบแดดพร้อมตากลมหนาว แหงนหน้ามองพีระมิดที่แสนจะใหญ่โตอลังการ ไปดูมัมมี่ที่แสนน่าทึ่ง และ เหล่หนุ่มๆ อียิปต์หน้าตาดีที่หาไม่ได้บนเครื่องบินของสายการบินอียิปต์แอร์
6 ธ.ค. 07 ออกเดินทางพร้อมลูกทัวร์อีก 24 ชีวิตด้วยสายการบินอียิปต์แอร์ตอนตี 1 กว่าๆ นั่งไป ตื่นไป นอนไป 10 ชั่วโมงผ่านไป ก็ร่อนลงที่ไคโรตอน 6 โมงครึ่งของเช้าวันที่ 6 ธ.ค. ตามเวลาอียิปต์ที่ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง เจอผู้ประสานงานทัวร์หนุ่มอียิปต์ที่มารอรับที่สนามบิน คุณอาลี ดูแลทั้งคณะจนผ่าน ตม. รับกระเป๋า ขึ้นรถ แวะเข้าโรงแรม พักกันที่ Sofitel Le Sphinx ทานอาหารเช้า เข้าห้องล้างหน้าล้างตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นกันแล้ว ก็เริ่มออกเที่ยวที่แรก โดยคราวนี้ได้พบไกด์ตัวจริงที่เป็นคนดูแลคณะ น้องมาร์วา สาวสวยชาวอียิปต์ผู้มีเสียงหัวเราะเป็นเสน่ห์ประจำตัว ออกเที่ยวกันที่มหาพีระมิดแห่งกีซา ที่นี่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่พัก ด้วยความใหญ่โตของพีระมิด สามารถมองเห็นพีระมิด 2 หลังได้จากระยะไกล และเป็นโชคดีของหัวหน้าทัวร์อย่างดิฉันมากมายที่บริษัทแลนด์ของอียิปต์จัดห้องวิวพีระมิดให้เพียงคนเดียว (จุ๊ๆ เดี๋ยวลูกทัวร์ได้ยิน)
มหาพีระมิดแห่งกีซามีทั้งหมด 3 หลัง เป็นพีระมิดของกษัตริย์ 3 รุ่น หลังที่ใหญ่ที่สุดเป็นของรุ่นปู่ หลังใหญ่รองลงมาเป็นของรุ่นพ่อ และที่เล็กที่สุดเป็นรุ่นลูก โดยปกติจะมองเห็นเพียง 2 หลังใหญ่ หากจะมองให้เห็นครบทั้ง 3 หลัง ต้องขับรถอ้อมไปด้านใน หรือมองเห็นได้จากบริเวณที่มีสฟิงซ์ตั้งอยู่ พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นมาได้แบบน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด ก้อนหินแต่ละก้อนที่นำมาวางเรียงกันจนได้เป็นพีระมิดหลังใหญ่ขนาดนั้น มีน้ำหนักแต่ละก้อนไม่ต่ำกว่า 2 ตัน แล้วที่เห็นเอามาทำพีระมิดหลังใหญ่ที่สุดนั่น 2 ล้าน 3 แสนก้อน การวางเรียงกันรึก็มหัศจรรย์ วางได้แนบชิดกันจนแม้แต่กระดาษแผ่นบางๆ ยังแทรกผ่านไปไม่ได้
แวะถ่ายรูปพีระมิดกันแล้ว ขี่อูฐแล้ว อ้อมไปดูเจ้าสฟิงซ์จมูกบี้กันแล้ว เลยไปเที่ยวร้านน้ำหอมและร้านทำกระดาษปาปิรุสกัน ที่ร้านน้ำหอมมีหัวน้ำหอมของน้ำหอมแบรนด์ดังหลายกลิ่นหลายยี่ห้อ ในฐานะที่ช่วยแปล ต่อราคา และช่วยขายน้ำหอมให้ทางร้านแล้ว ก็ได้ของตอบแทนจากหนุ่มอียิปต์เป็นน้ำหอมขวดเล็กๆ มา 2 ขวดพร้อมขวดคริสตัลสวยงามอีก 1 ขวด ส่วนที่ร้านกระดาษปาปิรุส ได้ดูวิธีการทำกระดาษจากต้นปาปิรุส แต่ราคารูปภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสนี่ก็แพงเอาเรื่อง แผ่นเล็กๆ ยังพอกัดฟันซื้อได้ แต่ถ้าเป็นแผ่นใหญ่ๆ ก็ขอชื่นชมด้วยสายตาพอ
ออกจากร้านนี้แล้ว วางแผนจะพาลูกทัวร์กลับเข้าโรงแรมเพื่อล้างหน้าล้างตาพักผ่อนซัก 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับไปที่เจ้าสฟิงซ์จมูกบี้เพื่อดู Sound & Light Show ระยะทางที่ควรใช้เวลาเพียง 10 นาทีกลับกลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่งเพราะเจอรถติดแบบสาหัส ได้บรรยากาศกรุงเทพบ้านเราโดยแท้ จากที่จะไปล้างหน้าก็กลายเป็นแค่แวะโรงแรมเพื่อเข้าห้องน้ำที่ล็อบบี้ แล้วรีบออกไปดู Sound & Light กัน เป็นโชว์แสงเสียงที่แสดงประวัติศาสตร์ส่วนสำคัญแบบรวมๆ ของอียิปต์ โดยเน้นเรื่องการสร้างพีระมิดเยอะหน่อย ดูโชว์จบก็ไปทานอาหารเย็น กลับเข้านอน
7 ธ.ค. 07 ออกเดินทางไปยังเมมฟิสและซัคคารา เมมฟิสเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอียิปต์ ที่นี่จะได้เห็นรูปปั้นโบราณหลากหลาย แต่ที่เด่นสุดก็คือรูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์รามเซสที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่ แต่รูปปั้นนี้หักตรงส่วนขา ทำให้ต้องต้อนรับเราในท่านอน จบทัวร์ที่เมมฟิส แวะเข้าร้านพรม ชมวิธีการถักพรมแบบต่างๆ
ออกจากที่นี่ มุ่งหน้าไปซัคคารา ดูพีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ที่มี 6 ระดับ เดินอ้อมไปอีกมุมก็จะสามารถมองเห็นพีระมิดทรงค่อมที่อยู่ห่างออกไปอีก 15 กิโลได้ พีระมิดค่อมเกิดจากการพยายามจะสร้างพีระมิดรูปทรงปกติแต่องศาการวางหินผิดไป ปกติพีระมิดจะมีมุมเอียงที่ 52 องศา แต่พีระมิดค่อมนี้เริ่มต้นด้วยมุม 52 องศาจริง พอทำไปๆ มุมมันเหลือแค่ 42 องศาซะยังงั้น ตัวพีระมิดเลยออกมาเป็นเส้นโค้งแปลกตา ใกล้ๆ กันมีพีระมิดรูปทรงปกติอีกหลัง แต่สร้างด้วยองศาความลาดเอียงที่เท่ากับตัวพีระมิดค่อม แต่สร้างด้วยมุม 42 องศาตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไป
แวะร้านทำจี้สลักชื่อเป็นภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า คาร์ทูช ที่นี่ทำงานเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะได้รับความสนใจจากลูกทัวร์เยอะ คอยประสานงานกับทางร้าน แจ้งความต้องการลูกค้า ดูแลให้ลูกค้าสั่งสินค้า ชำระเงินเสร็จ ก็ได้รางวัลจากหนุ่มอียิปต์จากร้านนี้ เป็นจี้คาร์ทูชพร้อมสร้อยอีกหนึ่งเส้นกลับมา เป็นของที่ได้มาแล้วชอบที่สุดเลยทีเดียว เพราะดูแล้วหน้าตามันอียิ๊ปต์ อียิปต์
บ่ายแก่ๆ กลับเข้าโรงแรมพักผ่อนได้ชั่วโมงหนึ่ง ออกไปล่องเรือในแม่น้ำไนล์ ดูระบำหน้าท้องที่สาวนักเต้นระบำดูยังไงๆ ก็ไม่ค่อยจะเหมือนผู้หญิงแท้ซักเท่าไหร่ มีหนุ่มหนวดงามสวมกระโปรงบานๆ หลายๆ สีออกมาโชว์หมุนตัวชวนเวียนหัวอีกหนึ่งชุด จบโชว์ก็ทานอาหารเย็นเคล้าเสียงดนตรีจากนักร้อง ใช้เวลาอยู่บนเรือเกือบ 2 ชั่วโมง กลับไปสลบเหมือดที่โรงแรม
8 ธ.ค. 07 วันนี้เดินทางไกลสู่อเล็กซานเดรีย เมืองหลวงเก่าอีกแห่งของอียิปต์ เป็นเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุด ติดทะเลเมดิเตอเรเนียน ระหว่างที่นั่งรถเลียบทะเลไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังสถานที่เที่ยวก็ทำให้ได้ชื่นชมความงามของทะเลที่คั่นแอฟริกากับอียิปต์เอาไว้
อเล็กซานเดรียเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ที่คนรู้จักกันเยอะน่าจะเป็นเรื่องชีวิตรักของพระนางคลีโอพัตรา แต่จากที่ฟังไกด์เล่าแล้ว เรื่องราวมันช่างมีความแตกต่างจากหนังที่เคยดูอยู่มิใช่น้อย ภาพในหนังที่ทำออกมาให้คนนั้นคนนี้ดูสวยงาม ความจริงในประวัติศาสตร์กลับทำให้เราฉงนงงงวยกันเลยทีเดียว
ที่ที่ได้แวะชมในอเล็กซานเดรีย ประกอบไปด้วย El Salamlek Palace เป็นวังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม แต่ส่วนที่เป็นวังเก่าตั้งอยู่ข้างๆ กัน และยังเก็บไว้เป็นวังจริงๆ จังๆ เปิดใช้เพื่อรับแขกบ้านแขกเมืองก็คือ Haremlek พอฟังความเป็นมาของเจ้า Haremlek แล้วก็พอจะเข้าใจว่าฮาเร็มมาจากไหน ก็เจ้า Haremlek นี่ เป็นวังส่วนที่บรรดาสาวๆ สวยๆ อยู่ แล้วท่านผู้ชายที่ควรต้องอยู่ในวัง Salamlek ก็มักจะมาขลุกอยู่แต่ใน Haremlek นี่ ปล่อยให้ Salamlek ว่างงานซะยังงั้น ออกจากวังก็ขับรถอ้อมชายฝั่งไปชม Citadel ของอเล็กซานเดรีย Citadel คือป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสังเกตุการณ์ข้าศึกที่จะมารุกรานนั่นเอง ในวันสุดท้ายเราก็จะไป Citadel ที่สุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี ในไคโรอีกที่หนึ่ง
รายการเที่ยวต่อไป เป็น Roman Theatre โรงละครแบบโรมันที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงของชาวอียิปต์โบราณ ในบริเวณเดียวกันเป็นโรงอาบน้ำที่ถือเป็นอีกแหล่งพบปะสังสรรค์ของชาวอียิปต์ ออกจากที่นี่ ไปดูเสาปอมเปย์กันต่อ เป็นเสาทรงโรมันทำจากหินแกรนิตตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียวในเขตวัดเก่า แต่สิ่งก่อสร้างโดยรอบพังเกลี้ยงแล้ว เหลือแค่เสาต้นนี้กับสฟิงซ์ที่นอนเฝ้าเสาอยู่อีก 2 ตัว
ดูเสาแล้วก็มุ่งหน้าไป Catacomb สุสานใต้ดินที่ภายในมีห้องต่างๆ มากมาย ทางลงเป็นบันไดวนขั้นเตี้ยๆ 91 ขั้น ภายในสุสานมี 3 ชั้น ชั้นแรกที่ลงไปถึงเป็นห้องโถง มีวัฒนธรรมแปลกๆ เกิดขึ้นก็คือเมื่อมาเยี่ยมศพ เขาจะไม่นิยมการร้องไห้ฟูมฟาย แต่มาปิกนิกกัน หอบข้าวปลาอาหารมากินกันสำราญในสุสาน พออิ่มแล้วก็จะขว้างถ้วยชามที่ใช้กินข้าวกันทิ้งไว้ในสุสานนั่นแหละ เพราะเชื่อว่าเข้ามาในสุสานแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องเป็นของคนตาย เอากลับออกไปไม่ได้ ตอนขุดพบสุสานนี้จึงพบถ้วยชามแตกหักมากมายเกลื่อนกลาดอยู่ในห้องที่ใช้เป็นที่ปิกนิกกัน ชั้นที่สองถัดลงไปมีห้องที่สำคัญคือห้องที่มีโลงศพหิน 3 โลงตั้งอยู่ เชื่อกันว่าน่าจะเป็นห้องเก็บศพของครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก ที่นี่มีการค้นพบมัมมี่และข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บไว้ให้คนตาย ชั้นล่างสุดที่อยู่ต่ำลงไปนั้นโดนน้ำจากใต้ดินท่วมไปแล้ว ลงไปไม่ได้ รอบๆ ห้องเก็บศพนี้เป็นผนังที่ทำเป็นช่องเล็ก ๆ มากมายล้อมเอาไว้วางข้าวของต่างๆ
จบรายการเที่ยวที่อเล็กซานเดรีย มุ่งหน้ากลับไคโรเพื่อทานอาหารค่ำและกลับเข้าโรงแรมนอน การนั่งรถจากไคโรไปอเล็กซานเดรีย ใช้เวลาในการเดินทางไปและกลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
9 ธ.ค. 07 วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในอียิปต์ วันนี้เป็นโปรแกรมที่หัวหน้าทัวร์รอคอยมาตลอด พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งไคโรนั่นเอง! ได้ดูมัมมี่ของจริงหลังจากที่เคยดูแต่ในหนังสือ ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ขุดเจอกัน ได้ดูอะไรต่อมิอะไรที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความเจริญและความสามารถของคนอียิปต์ เข้าไปแค่เห็นภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆ ที่มีการขุดค้นมาได้ก็ขนลุกซู่แล้ว ยิ่งพอได้เห็นของจริงแบบใกล้ชิด ยิ่งรู้สึกทึ่ง เสียดายที่ในพิพิธภัณฑ์นี้ห้ามถ่ายรูป และเสียดายที่มีเวลาที่นี่แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โปรแกรมหน้าจะจัดให้มีเวลาเยอะๆ กว่านี้ให้ได้เชียว
แวะเข้าไปดูโบสถ์คริสต์ในเมืองอิสลาม ที่อียิปต์มีชาวคริสต์ประมาณ 15% แต่เป็นคริสต์ที่ไม่ได้ขึ้นกับสำนักวาติกันแต่อย่างใด ตัวไม้กางเขนของชาวคริสต์ที่นี่ก็เป็นเหมือนรูปกากบาทที่ขาของไม้กางเขนทั้ง 2 ข้างยาวเท่ากัน ไม่ได้สั้นข้างยาวข้างเหมือนของคริสต์ทั่วๆ ไป โบสถ์ที่นี่มีจุดเด่นคือเป็นโบสถ์ที่สร้างพาดอยู่บนหอสูง 2 หลัง หากมองจากด้านหน้า จะเห็นว่าตัวฐานโบสถ์ลอยอยู่เหนือพื้นดิน เหมือนถูกแขวนอยู่ระหว่างหอสูงที่ขนาบข้างอยู่นั่นเอง
ออกจากโบสถ์ มุ่งหน้าสู่ Citadel แห่งไคโร ที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสงครามนั่นเอง ไกด์เล่าว่าสร้างขึ้นในช่วงที่มีสงครามครูเสด แต่สงครามยุติลงก่อนที่จะลามมาถึงไคโร ป้อมปราการนี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการสงครามจริงแต่อย่างใด ในที่เดียวกันนั้นเอง คือสุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี (Mohammed Ali Mosque) สุเหร่านี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับ Blue Mosque ในตุรกี ดูข้างนอกก็ว่าสวยแล้ว แต่ข้างในนี่ สวยเกินคำบรรยาย จากจุดที่สุเหร่าตั้งอยู่นี้เป็นที่สูง สามารถมองวิวเมืองไคโรได้สุดหูสุดตาทีเดียว
ออกจากสุเหร่า เข้าสู่โปรแกรมสุดท้ายของทัวร์ การช้อปปิ้งที่ Khan El Khalili Bazaar นั่นเอง ถ้าให้เปรียบเทียบ ที่นี่ก็คือตลาดรัสเซียของปักกิ่ง Lowu Center ของเซินเจิ้น ตลาดปราบเซียนของบาหลี หรือถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะเป็นจตุจักรหรือคลองถมนั่นเอง ที่นี่มีของจำพวกของฝาก ของที่ระลึกขายกันมากมาย เสียดายที่ไม่ได้ซื้อของอะไรของตัวเองเลย เพราะลูกทัวร์ดึงตัวให้ไปช่วยส่งภาษาตลอด เศร้ามากๆๆๆ
ช้อปเสร็จ กินข้าวเย็นเสร็จ ได้เวลาบอกลาไคโร บอกลาประเทศอียิปต์แล้ว เป็น 4 วันที่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจมาก อียิปต์เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ น่าทึ่ง โดยเฉพาะในแง่ของความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ คนอียิปต์เองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร เด็กๆ วัยรุ่นก็มักจะมาทักทายชาวต่างชาติด้วยความสนใจเสมอ อาหารอาจจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหลายๆ คน แต่ก็ไม่ได้รสชาติแย่จนกินยากเย็นอะไรนัก
เก็บตกเรื่องน่าสนใจ - เดือนธันวาคม อากาศอียิปต์ดีมากๆ เย็นสบายจนถึงหนาวนิดๆ แม้จะมีแดดแต่ก็ไม่ร้อนแสบผิว เว้นแต่วันที่ไปกีซา ลมแรงกลางทะเลทรายสามารถทำลายเส้นผมคุณได้ เซ็ทผมไปดีแค่ไหนก็กระเจิง หมวกหรือผ้าโพกหัวช่วยท่านได้ - น้ำดื่มแพงมาก ราคาพอๆ กับในฮ่องกงหรือสิงคโปร์ทีเดียว หากสามารถติดกระเป๋าไปซัก 2-3 ขวดจะช่วยให้ประหยัดได้มาก - เรื่องช้ำใจ อุตส่าห์หอบมาม่า ชา กาแฟ ไปเสวยสุขยามดึก แต่โรงแรมในอียิปต์แทบทุกที่ไม่มีกาต้มน้ำในห้อง โฮๆๆ - โปรแกรมเที่ยวเลิกค่ำทุกวัน แถมเวลาที่ช้ากว่ากันตั้ง 5 ชั่วโมง วันแรกๆ ปรับตัวกันไม่ได้ พอซัก 5 โมงเย็นอันเป็นเวลาบ้านเรา 4 ทุ่มแล้ว ชาวไทยตาปรือ คอตกกันทั้งคณะ - หนุ่มอียิปต์รุ่นหนุ่มๆ นี่ หน้าตาหล่อเหลาเหลือเชื่อ!! - แม้หนุ่มๆ จะหน้าตาดี แต่นิสัยชีกอนี่ เป็นกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่เว้นแม้สถานที่ราชการ - แอบบ่น กว่าจะได้วีซ่าไปเที่ยวอียิปต์กันทริปนี้ สุขภาพจิตเสียไปมากมาย คราวหน้าฉันจะไม่พลาดท่าเสียทีเรื่องเอกสารให้สถานทูตแน่นอน บทเรียนคราวนี้เจ็บแสบยิ่งนัก ได้วีซ่ากันวันสุดท้ายของการเดินทางทั้งๆ ที่ยื่นเข้าไปตั้ง 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้น ฮึ่มๆๆๆ July 03 ทริปเกาหลีฉบับกะทัดรัดไปแฟมทริปเกาหลีเพื่อศึกษาโอกาสในการทำธุรกิจทัวร์ไปเกาหลีในเร็วๆ นี้ แม้จะออกเดินทางตั้งแต่คืนวันที่ 28 มิถุนายน แต่เริ่มเที่ยวในเกาหลีจริงวันที่ 29 เลยอยากจะเรียกว่าเป็นโปรแกรม 3 วัน 2 คืนมากกว่า
28-29 มิถุนายน
ออกจากรุงเทพฯ 4 ทุ่มครึ่ง ลงจอดที่สนามบินอินชอนเวลาตี 5 ครึ่งโดยประมาณ รวมตัวกันครบก็ออกจากสนามบินไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารไทยเล็กๆ เป็นข้าวต้มและกับข้าวง่ายๆ ไม่กี่อย่าง จากนั้นนั่งรถขึ้นเหนือไปยังเขตชายแดนเกาหลีใต้ เข้าหอสังเกตการณ์ที่มีพิพิธภัณฑ์แสดงภูมิศาสตร์ชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ พรมแดนธรรมชาติที่กั้นเกาหลีเหนือและใต้เอาไว้ก็คือแม่น้ำอิมจิน ส่วนที่กว้างที่สุดของแม่น้ำกว้าง 3.2 กม. จากหอสังเกตการณ์สามารถมองไปเห็นแผ่นดินเกาหลีเหนือได้ เหมือนยืนอยู่ริมแม่น้ำโขงแล้วเห็นฝั่งลาวอยู่ตรงข้ามกันแบบนั้นเลยทีเดียว ที่นี่ยังมีการจำลองภาพความเป็นอยู่แบบชาวเกาหลีเหนือเอาไว้ และมีนิทรรศการแสดงความพยายามหลายสิบปีในการรวมเกาหลีทั้งสองเข้าด้วยกัน
กลับเข้าตัวเมืองของกรุงโซล แวะเที่ยววัดโชเกซา ไหว้พระขอพร แล้วไปทานอาหารเที่ยง ลิ้มรสอาหารเกาหลีมื้อแรก เป็นหมูและปลาหมึกย่างในกระทะสไตล์เกาหลี มีผักแกล้มหลายอย่าง อาหารทุกมื้อมีกิมจิเป็นเครื่องเคียงอย่างไม่ต้องสงสัย
อิ่มแล้วไปเข้าวัง ชมพระราชวังเคียงบ็อก ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์จำลองสภาพชีวิตของชาวเกาหลี นับแต่การกำเนิดดินแดนของเกาหลี วิถีชีวิตของชาวเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย อาหาร บ้านเรือน แล้วออกมาเดินชมเขตพระราชวัง พระราชวังเคียงบ็อกไม่ค่อยมีสีสันมากนัก ขนาดไม่ใหญ่โตอลังการเท่าพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง ศิลปะการก่อสร้างก็ไม่ต่างจากของจีนหรือญี่ปุ่นมากนัก ถ้าไม่มองลึกๆ ในรายละเอียดของศิลปะ อาจจะไม่คิดว่าเดินอยู่ในเกาหลีก็ได้
จบจากพระราชวัง ไปเดินช้อปกระจายกันที่ย่ายทงเดมุน แหล่งแฟชั่นวัยรุ่นและทุกรุ่น สาวๆ ส่วนใหญ่ได้เพลิดเพลินกับร้านเครื่องสำอางและเสื้อผ้าแฟชั่นมากมาย ช้อปแล้วก็ทานอาหารเย็น มื้อนี้เป็นไก่ตุ๋นโสม เป็นไก่ตัวน้อย ยัดไส้ข้าวเหนียว สมุนไพร และโสมสดต้นเล็กๆ ตุ๋นนาน 6 ชั่วโมง เสิร์ฟมาด้วยความร้อนระดับเดือดพล่าน
อิ่มแล้วเดินทางไปเมืองยางจี นอนที่ยางจี ไพน์ รีสอร์ท รีสอร์ทที่มีเนินเขาเล่นสกีได้ในฤดูหนาว ที่นี่ไม่มีเตียง ได้นอนที่นอนสไตล์เกาหลีกันจริงๆ
30 มิถุนายน
หลังอาหารเช้า มุ่งหน้าสู่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ที่นี่ใหญ่ สถานที่สวย และมีของเล่นให้ตื่นเต้นเร้าใจกว่าที่ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์มากมายหลายเท่านัก แค่เดินถ่ายรูปก็เพลิดเพลินได้มากแล้ว เสียดายแค่ของที่ระลึกไม่น่าสนใจนัก
บ่ายโมงออกจากสวนสนุก เกินหมูย่างเกาหลีต้นตำรับ เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในบรรดามื้ออาหารที่กินในเกาหลีเลยทีเดียว หมูชิ้นโตฉ่ำซอส ย่างบนกระทะร้อนๆ ด้วยเวลาอันสั้น นุ่มอร่อยสุดๆ จนต้องซื้อซอสกลับมาหมักและทำกินเองที่บ้านด้วย
กลับเข้ากรุงโซล แวะชมศูนย์โสมที่มีผลิตภัณฑ์จากโสมมากมาย เข้าชมบ้านของประธานาธิบดี ได้ถ่ายรูปกับทหารที่แต่งชุดโบราณ จากนั้นแวะทานอาหารเย็น ป็นข้าวอบหม้อดินกับสุกี้ชาบูหม้อโต
เข้าโรงแรมที่พัก แล้วออกมาเดินช้อปกระหน่ำอีกครั้งในย่านเมียงดง ที่นี่สาวๆ ได้เพลิดเพลินกับการช้อปเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีที่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับราคาที่ขายอยู่ที่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น Skinfood, Etude, Missha, La Neige ฯลฯ
1 กรกฎาคม
เริ่มโปรแกรมกันด้วยสายฝนที่หมู่บ้านฮันนก หมู่บ้านที่อนุรักษ์บ้านเรือนแบบโบราณเอาไว้ ออกจากที่นี่ ไปช้อปสินค้าดิวตี้ฟรี สาวๆ ยังคงหมกมุ่นกับเครื่องสำอาง หนุ่มๆ ก็ไปสำราญกับมุมอเล็กโทรนิกส์ เสร็จแล้วไปเที่ยว World Cup Stadium ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์แสดงวิวัฒนาการด้านฟุตบอลของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะประวัติการเข้าร่วมฟุตบอลโลก ได้เข้าไปสู่สนามจริงที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 ที่เกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุน แวะชมร้านจำหน่ายพลอย Amethyst พลอยสีม่วงที่คนเชื่อว่ามีพลังในตัวเอง และช่วยส่งพลังให้กับผู้ที่สวมใส่ หลังจากทานอาหารจีนเป็นมื้อเที่ยง มื้อสุดท้ายในเกาหลีแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสนามบิน ระหว่างทางแวะซื้อสินค้าที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องการพลาด ร้านขายของฝากประเภทอาหารเกาหลี สินค้าขายดีหนีไม่พ้นบะหมี่รสเด็ด หอบหิ้วกันมาคนละ 2-3 ลัง
จบทริปอย่างรวดเร็ว เวลาช่างสั้นจริงๆ ทริปนี้สั้นมากจนงงว่าเที่ยวเสร็จแล้วหรือนี่ สรุปว่าสาวๆ น่าจะถูกใจกับการไปเกาหลีมากกว่า เพราะถ้าไม่นับเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว การช้อปปิ้งที่เป็นกิจกรรมหลักอันดับถัดมาดูจะดึงดูดความสนใจของผู้หญิงได้มากกว่าเยอะ โดยเฉพาะเครื่องสำอางหลายยี่ห้อทั้งที่มีขายในบ้านเราและไม่มี ราคาถูกจนน่าตะลึงจนอดหยิบติดมือกลับมาไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องสำอางถูกทั้งๆ ที่สินค้าอย่างอื่นแทบทุกอย่างแพงมากมาย อาหารอร่อยใช้ได้ คนพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างตามร้านค้าต่างๆ ไม่ลำบากมากนักเวลาซื้อของ สิ่งที่ยากลำบากเวลาซื้อของก็คือการคำนวณราคา ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลขไปด้วยอาจปวดหัวและจ่ายเงินผิดความตั้งใจได้ June 17 อาการ "ประทับใจ"วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหนอยากเขียนอะไรมีสาระแนวจิตวิทยาที่เข้าใจแค่คนเดียวมั่ง
ความประทับใจ เกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่มันจะเกิดขึ้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว หรือจะยั่งยืนไปนานแสนนานแค่ไหนนี่สิ
บางครั้งเห็นใคร เห็นอะไร หน้าตาช่างชวนมอง ชวนหลงใหล เราเริ่มประทับใจที่เปลือกภายนอก แต่พอสัมผัสให้ลึกเข้าไป บางทีไม่ต้องสัมผัสนาน ไม่ต้องสัมผัสลึกมาก ความประทับใจที่ให้ไปในแว่บแรกสามารถสลายหายไปง่ายดายเหลือเกิน แต่กับบางคน บางสิ่ง แว่บแรกที่ได้เห็นก็งั้นๆ แว่บที่สองที่ได้สัมผัสใกล้ชิด อืมมม น่าสนใจ สัมผัสไปอีกหลายๆ แว่บ เออ มีคนหรืออะไรแบบนี้อยู่ในชีวิตนี่ก็ไม่เลวนะ ยิ่งถ้าเป็นคนหรือสิ่งที่พิเศษมากๆ ก็อยากจะเก็บความประทับใจไปให้นานๆ
โดยส่วนตัว เป็นคนประทับใจอะไรง่าย บางวูบก็เลิกประทับใจได้โดยง่าย และหลายวูบที่เก็บความประทับใจไว้กับตัวนานมากๆ แต่บางครั้งก็ต้องคิดว่า พอตัวเองรู้สึกประทับใจกับใครหรืออะไรเป็นพิเศษแล้ว เราเลือกที่จะหยุดมองคนหรือสิ่งนั้นแค่ตรงจุดที่เราประทับใจหรือเปล่า? เมื่อถึงจุดที่เรารู้สึกว่า “ดี๊ดี” เราจะเลิกมองคนนั้นหรือสิ่งนั้นให้ลึกไปกว่านั้นมั้ย? ถ้าเรามองให้ลึกกว่าเดิม เราจะเจอจุดที่ทำให้ความประทับใจที่เกิดขึ้นลดน้อยลงหรือหายไปเลยรึเปล่า? หรือในบางครั้ง ประทับใจคนหรือสิ่งนั้นอยู่ดีๆ ก็เกิดพยายามจะสัมผัสเบื้องลึกเบื้องหลังให้มากเข้าเพราะอยากประทับใจให้มากยิ่งขึ้น แล้วกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละเป็นคนทำลายความน่าประทับใจเหล่านั้นไปซะเองรึเปล่า? บางทีเราคาดหวังกับคนหรือสิ่งที่เราประทับใจมากเกินไปจนเป็นเหตุให้หยุดประทับใจกับคนหรือสิ่งนั้นไปเลยรึเปล่า?
แล้วนี่ฉันบ้ารึเปล่าที่อยู่ๆ มานั่งบ่นอะไรเรื่อยเปื่อยแนวไม่เข้าใจตัวเองแบบนี้??? May 31 ว่าง....แต่ขี้เกียจเหลียวมองบล็อกตัวเอง ไม่ได้อัพมา 2 เดือนกว่าๆ แล้ว ใช่ว่าจะไม่มีเวลาว่างหลังจากการเดินสายออกทัวร์
แต่ช่วงเวลาว่างที่มีมันก็ชวนให้เกียจคร้านเกินกว่าจะมาอัพบล็อก
หากใครเห็นดาวกระพริบแล้วหวังจะเข้ามาเสพข่าวสารใหม่ๆ ก็เสียใจไว้ ณ โอกาสนี้
ช่วงนี้ไปเมืองจีนบ่อยจนเริ่มรู้สึกเหมือนจะไปตั้งรกรากที่นั่นได้ ไปทีก็เจอคนรู้จักแทบทุกที่ที่ไป
ตั้งแต่โรงแรมที่พักไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ก็เป็นไกด์และคนขับรถที่เคยใช้บริการกันมา
มีโครงการใฝ่สูงจะไปเรียนภาษาจีนแบบอินเทนซีฟถึงเมืองเจ้าของภาษา
แต่ก็ยังหาเวลาและสะสมเงินได้ไม่มากพอ คงจะต้องรอต่อไปอีกนิด
ปล. ไม่รู้ว่าดวงไม่ถูกกับไกด์สาวๆ รึเปล่า ทำงานกับไกด์ผู้หญิงทีไร เจอฝนตกทุกทีทั้งที่ไม่น่าจะตก
สงสัยว่าต้องรีเควสแต่ไกด์หนุ่มๆ (ข้ออ้างจากจิตใต้สำนึก)
March 09 เรื่องเล่าจากทริปจีนย๊าวยาว 8 วัน 7 คืน ช่วงตรุษจีนหลังกลับมาจากทริปอันยาวนาน 8 วัน 7 คืน มีงานสะสมเข้ามาให้วุ่นวายพักนึง ได้ฤกษ์บันทึกความทรงจำกับทริปสุดคุ้ม เที่ยวจีนกัน 6 เมืองเลยทีเดียว
พอจะเริ่มลงมือบันทึกความทรงจำหลังจากกลับมาได้ 2 อาทิตย์ ข้อมูลชักเลือนราง แถมไปหลายที่จัด น่ากลัวจะเป็นบันทึกที่ยาวเอาเรื่อง (หาเหตุอู้นั่นเอง) เลยคิดว่าไม่รีวิวดีกว่า สรุปสั้นๆ ว่า
17 กุมภาพันธ์ 07 ออกจากกรุงเทพฯ ตอนตี 2 ครึ่ง ด้วยสายการบินไชน่า อีสเทิร์น ถึงเซี่ยงไฮ้ 7 โมงครึ่ง กินข้าวเช้า แล้วนั่งรถยาวไปถึงซีถัง ล่องเรือไปตามคลองดูบรรยากาศบ้านเรือนโบราณ ทานอาหารพื้นบ้าน แล้วมุ่งหน้าไปเมืองหังโจว ลงเรือชมความงามและความใหญ่โตของทะเลสาบซีหู แวะชมไร่ชาเขียว จิบชากันคนละจอกสองจอก แล้วไปต่อที่เมืองจำลองซ่ง ชมโชว์ที่มีทั้งกายกรรมและนาฏศิลป์ เข้าโรงแรมที่แรกจากห้าที่ที่ต้องพัก
18 กุมภาพันธ์ 07 เช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรม ไปเจดีย์นางพญางูขาว สถานที่แห่งตำนานความรักของนางพญางูขาวและมนุษย์ แล้วออกจากหังโจวไปยังจุดหมายต่อไป ซูโจว เริ่มต้นที่สวนหลิวหยวน เป็นสวนที่รวบรวมเอาหินหน้าตาแปลกๆ ไว้มากมาย จากนั้นเข้าวัดหานซาน ที่นี่มีองค์เทพจี้กงที่มีพักตร์ 3 ด้าน 3 อารมณ์ เข้าชมกิจการโรงงานผ้าไหม เข้าโรงแรมที่พักในเมืองซูโจว
19 กุมภาพันธ์ 07 ออกจากซูโจวมุ่งหน้าสู่อู๋ซี เริ่มที่เขาหลิงซาน วัดพระใหญ่ “หลิงซานต้าฝอ” ไฮไลท์ของที่นี่เป็นพระพุทธรูปปางยืนขนาดใหญ่สูง 88 เมตร โชว์น้ำพุที่มีดอกบัวดอกใหญ่ กลีบดอกบัวจะเปิดออกให้เห็นพระที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน จากที่นี่มุ่งหน้าไปทานอาหารที่ทะเลสาบไท่หู ทะเลสาบขนาดใหญ่เนื้อที่นับแสนตารางเมตร อิ่มแล้วเขาไปชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากไข่มุกที่เลี้ยงในทะเลสาบไท่หูนี่เอง ช้อปแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองจำลองสามก๊ก ชมบรรยากาศเมืองจำลองและโชว์การต่อสู้ และดอกซากุระเบ่งบาน แวะดูกาน้ำชาสวยๆ ในพิพิธภัณฑ์กาน้ำชา ทานอาหารเย็นแล้วเข้าโรงแรมที่พักแห่งที่ 3
20 กุมภาพันธ์ 07 ออกจากอู๋ซีเพื่อไปนานกิง นั่งรถกันนานราว 3 ชั่วโมง หลังอาหารเที่ยงนั่งรถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา อารมณ์อลังการกว่าเจ้าพระยามากมายนัก แล้วตรงไปเขาจงซาน ที่มีสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น อยู่ กว่าจะเดินขึ้นไปถึงตัวสุสานต้องตะเกียกตะกายกันด้วยความอุตสาหะกับบันได 3 ร้อยกว่าขั้น ขึ้นไปแล้วสะท้อนใจ เดินขึ้นมาตั้งไกลมาดูโลงศพหนึ่งใบ ลงมาแล้วก็เดินถ่ายรูปบริเวณใกล้เคียงไปเรื่อยเปื่อยรอเวลานัดเดิน หลังอาหารเย็น เข้าโรงแรมแห่งที่ 4 ซึ่งจะนอนกัน 2 คืน
21 กุมภาพันธ์ 07 ประเดิมรายการด้วยพิพิธภัณฑ์คริสตัล ขึ้นจุดชมวิวบนกำแพงเมืองเก่าของนานกิง ต่อที่ตลาดฝูจื่อเมี่ยว ตลาดนัดที่ขายของกระจุกกระจิกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ กระเป๋าเงิน ของเล่น ฯลฯ เมื่อช้อปเป็นที่หนำใจกันแล้วก็ไปทานอาหารเย็นแล้วกลับเข้าโรงแรม
22 กุมภาพันธ์ 07 ออกจากนานกิง มุ่งหน้าสู่เซี่ยงไฮ้ มหานครแห่งความศิวิไลซ์ เริ่มต้นที่วัดพระหยก มีพระองค์ใหญ่ทำจากหยกพม่าทั้งองค์ ออกจากที่นี่เริ่มโปรแกรมช้อปปิ้งรายการแรกของเซี่ยงไฮ้ที่ถนนนานกิง อารมณ์การเดินช้อปเหมือนสยามสแควร์บ้านเรา ช้อปกันหนำใจถึงเย็นแล้วก็ไปทานอาหารเย็นก่อนเข้าชมกายกรรมเซี่ยงไฮ้ มีทั้งกายกรรม ศิลปะการต่อสู้ มายากล และมอเตอร์ไซค์ผาดโผน จากนั้นโรงแรมแห่งที่ห้า เป็นที่สุดท้ายที่จะนอน นอนกันที่นี่ 2 คืน
23 กุมภาพันธ์ 07 เปิดโปรแกรมด้วยสำนักผังเมืองของเซี่ยงไฮ้ มีแบบจำลองตัวอาคารสถานที่ต่างๆ ของเซี่ยงไฮ้ ทำได้ละเอียดใหญ่โตมาก ออกจากที่นี่แล้วก็กลับไปช้อปปิ้งที่ถนนนานกิงอีกรอบตามคำขอของลูกทัวร์ที่ยังไม่หนำใจจากวันวาน หลังอาหารเที่ยงตรงไปยังหอไข่มุก หอคอยของสถานีโทรทัศน์ที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ รูปทรงสวยงาม ขึ้นไปชมวิวที่ระดับความสูง 263 เมตร กลับลงมาก็ใช้บริการรถรางลอดแม่น้ำไปอีกฟากฝั่ง ภายในอุโมงค์ใช้เลเซอร์สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ เมื่อขึ้นมาก็จะถึงบริเวณที่เรียกว่า “หาดไว่ทาน” เขตอิทธิพลของมาเฟียยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ มองข้ามแม่น้ำไปก็จะได้เห็นทิวทัศน์ของหอไข่มุกจากระยะไกล จบจากที่นี่ก็ถึงคิวเข้าร้านบัวหิมะซึ่งมีพื้นที่ใหญ่โตกว่าสาขาใหญ่ที่ปักกิ่งมากนัก จบโปรแกรมช้อปปิ้งแล้วไปทานอาหารเย็น กลับโรงแรม ค้างคืนที่เซี่ยงไฮ้เป็นคืนสุดท้าย
24 กุมภาพันธ์ 07 วันสุดท้ายในเซี่ยงไฮ้ ไปเดินเล่นในสวนหลิวหยวน ติดกันเป็นตลาดเฉิงหวางเมี่ยว คนเดินกันคึกคัก หน้าตลาดมีต้นไม้ขอพร ให้คนโยนผ้าแดงที่ผูกติดกับเหรียญขึ้นไปให้ค้างอยู่บนต้นไม้ ออกจากที่นี่เที่ยงๆ ทานอาหารแล้วไปเดินเล่นย่านบันเทิงชิงเทียนตี้ ให้อารมณืลานเบียร์แบบตะวันตก หากไปใช้บริการต้องมีอย่างน้อย 500 บาทออกจากกระเป๋าแน่นอน ออกจากที่นี่ มุ่งหน้าสู่ตลาดของก๊อปแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เสียดายที่ไปค่อนข้างเย็นแล้ว ประกอบกับร้านค้าปิดกันเยอะเพื่อไปเที่ยวช่วงตรุษจีน เลยเดินซื้อของกันแบบเหงาๆ ออกจากตลาด ทานข้าวเย็น แล้วไปสัมผัสกับรถไฟหัวกระสุนหรือรถไฟแม่เหล็กอันโด่งดังแห่งเซี่ยงไฮ้ วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 301 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางจากสถานีชานเมืองเข้าสู่สนามบินเซี่ยงไฮ้ทั้งสิ้น 8 นาทีสำหรับระยะทาง 30 กว่ากิโลเมตร ได้เวลากลับบ้านแล้ว
ทริปนี้ยาวนาน เหนื่อย หนาว แต่ก็มีอะไรแปลกใหม่เยอะตามประสาที่ใหม่ๆ มีเรื่องปลีกย่อยมากมายแต่คงเขียนเล่าได้ไม่หมด ขนาดว่าตั้งใจจะสรุปว่าไปไหนบ้างก็ใช้ตัวหนังสือเปลืองมากขนาดนี้แล้ว (ยังไม่ได้เล่าละเอียดถึงขั้นเข้าไปซื้อของร้านอะไร กินอะไร เจออะไรเด็ดๆ ข้างทางบ้างเลย) January 22 งานหัวหน้าทัวร์ครั้งที่ 2 กับมหานครปักกิ่งหลังจากลาออกจากงานมาทำงานกับที่บ้านเต็มตัว ได้เริ่มงานหัวหน้าทัวร์ครั้งที่ 2 กับทริปปักกิ่ง นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ไปปักกิ่งแต่ได้พบกับบรรยากาศที่แตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง ฤดูหนาวของปักกิ่งแตกต่างกับฤดูร้อนตอนปลายๆ ที่เคยไปมาเมื่อปีที่แล้วมาก ต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งก้าน ท้องฟ้าสีสลัวๆ ไอหนาวที่ทำให้สั่นได้ถ้าไม่เตรียมตัวรับมือให้พร้อม และคราวนี้ ไปกับลูกทัวร์ทั้งวัยสดใส วัยผู้ใหญ่ และวัยสูงอายุ
ลูกทัวร์ทริปนี้ไม่ทำให้หนักใจอะไร แต่หัวหน้าทัวร์หนักใจกับตัวเองเพราะป่วยก่อนออกเดินทางเพียงวันเดียว หอบหวัดจากเมืองไทยไปเพาะเชื้อให้หนักขึ้นท่ามกลางลมหนาวในเมืองจีน วันที่สามของทริปเสียงที่แปร่งๆ เป็นทุนแหบหายไปจนน่ากลัว แถมเจอลูกทัวร์ป่วยด้วยอาการปวดแน่นท้องระหว่างเดินทางเข้าไปอีกราย เลยไม่แน่ใจว่าควรพยาบาลตัวเองหรือลูกทัวร์ก่อนดี แน่นอนว่าหยูกยาที่เตรียมไปได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพแทบทุกอย่าง โดยส่วนใหญ่หัวหน้าทัวร์เป็นคนใช้เพื่อบรรเทาอาการหวัดและไข้เอง โชคดีได้ยาจีนแก้เจ็บคอกับน้ำชากุหลาบผสมมะนาวสูตรเด็ดจากไกด์ชาวจีนมาช่วยชีวิตไว้ มิฉะนั้นคออาจจะพิการตั้งแต่อยู่ปักกิ่งเป็นแน่
โรงแรมที่ไปพักเป็น Service Apartment สร้างใหม่ยังไม่เสร็จดี ประตูทางเข้าก็ต้องใช้ประตูชั่วคราวของทางห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใต้โรงแรม ห้องพักดีเลิศด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งเตาทำอาหารไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควัน ไมโครเวฟ ตู้เย็น อ่างล้างจานที่เคาน์เตอร์ เก้าอี้สำหรับนั่งทานอาหาร และห้องน้ำที่มีกระจกใสๆ กั้นระหว่างส่วนทำครัวกับห้องนอนเอาไว้ แน่นอนว่ามีผ้าม่านปิดกระจกได้สำหรับคนขี้อาย สิ่งที่ทำให้การพักที่นี่น่าเพลิดเพลินกว่าโณงแรมที่เคยพักคราวก่อนก็คือเคเบิ้ลทีวีและคอมพิวเตอร์พร้อมอินเทอร์เน็ตส่งตรงถึงห้อง ไม่พลาดการติดต่อสื่อสารกับคนทางบ้านได้แบบทันท่วงที รายงานความเป็นไปของคณะทัวร์ให้คุณพี่ชายที่เป็นเจ้านายทราบได้แทบทุกวัน
สถานที่เที่ยวก็ยังเป็นโปรแกรมเดิมที่เคยไป แต่โปรแกรมที่พิเศษของคณะนี้ก็คือการไป “หลงชิงเสีย” สถานที่แสดงเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งและหิมะซึ่งจะมีเพียงช่วงกลางเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น ภายในประกอบด้วยงานประติมากรรมมากมาย อาจไม่ใหญ่โตอลังการเท่าที่ฮาร์บิ้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไปดูเทศกาลน้ำแข็งที่ไหนมาก่อนก็เพลินตาเพลินใจใช้ได้ทีเดียว อีกโปรแกรมที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาก็คือการช้อปปิ้งที่ตลาดรัสเซีย ลูกทัวร์กลุ่มนี้ได้เพลิดเพลินกับตลาดรัสเซียทั้งที่เก่าและใหม่ถึง 2 วัน มีเวลาสนุกสนานกับการต่อรองราคาและซื้อของราคาถูกกันได้เต็มที่
ทริปนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหา เสียดายที่เสียงไม่อำนวยเลยไม่ค่อยได้คุยเล่นเฮฮากับลูกทัวร์ระหว่างการเดินทางมากมายนัก แต่ก็ได้สะสมข้อมูลของปักกิ่งเพิ่มเติมมากขึ้น รู้สึกความรู้ที่มีอยู่บ้างแล้วแน่นหนาขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุยให้ข้อมูลกับลูกทัวร์และลูกค้ารายอื่นๆ ที่ติดต่อเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น และแน่นอนว่าประสบการณ์ชีวิตก็เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เที่ยวเชียงใหม่แบบง่วงๆ งงๆทริปสุดโหดสู่เชียงใหม่
หลังจากหมกมุ่นกับงานแปลจำนวนมหาศาลที่ดองไว้ได้ที่จนถึงเดดไลน์ท้ายสุดๆ วันที่ 8 มกราคมก็ออกเดินทางสู่เชียงใหม่ในสภาพไม่ได้หลับได้นอนแม้แต่นาทีเดียว ทำงานถึงตี 2 กับ 45 นาที คำนวณแล้วว่าถ้าหลับก็คงได้แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จะหลับทำไม เตรียมตัวออกเดินทางเลยดีกว่า
ขึ้นเครื่องบิน รัดเข็มขัดแล้วหลับยาวไปยี่สิบนาทีได้ ตื่นมาอีกทีอยู่บนฟ้าเรียบร้อยแล้ว กินของว่างมื้อเช้าเสร็จก็เอาแรงอีกงีบเล็กๆ ก่อนจะร่อนลงสนามบินเชียงใหม่ในสภาพอิดโรยสุดๆ แต่.. ยัง.. ความน่ากลัวของทริปนี้เพิ่งเริ่มต้น
ตอนรับรู้ว่าจะมีการเดินทางสู่เชียงใหม่เพียง 2 วัน 1 คืนนั้น โปรแกรมมีแค่งานราชพฤกษ์และดอยอินทนนท์ในวันถัดไป แต่เพิ่งได้รู้เมื่อตระเวนไปทั่วเมืองเชียงใหม่แล้วว่า โปรแกรมวันแรกประกอบด้วยดอยสุเทพ สวนสัตว์เชียงใหม่ งานราชพฤกษ์ และไนท์ซาฟารี อืมมม..โอเค ทำไงได้ หลวมตัวไปกะเค้าแล้ว สรุปว่าไปกันทุกที่ แต่ขอแยกตัวจากคณะหลังอาหารเย็น ไม่ไปไนท์ซาฟารีเพื่อเข้าไปปั่นงานในโรงแรมแทน
ตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องบรรยายถึงความอ่อนเพลีย บุกดอยอินทนนท์ เที่ยวพระตำหนักภูพิงค์ฯ และพระธาตุที่ลืมชื่อไปแล้ว จบลงที่ตลาดในเมืองเพื่อซื้อของกลับกรุงเทพฯ ถึงบ้านก็ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการนอนอีกแล้ว
ทริปนี้ไม่หนาวอย่างที่หวังไว้ ที่เที่ยวสวยงามแต่คนเที่ยวไร้อารมณ์สดชื่นอันเนื่องจากการตรากตรำกับงานแปลมาตลอดสามวัน เที่ยวไปทั้งเมืองด้วยสภาพมึนงง ทุกครั้งที่ขึ้นรถต้องมีหลับเอาแรง แต่ก็เป็นทริปที่ได้อะไรๆ สวยงามกลับมาไม่น้อย December 10 ประสบการณ์หัวหน้าทัวร์ครั้งแรกกับทริปบาหลีหลังจากที่ตั้งเป้าหมายว่าหลังปีใหม่จะลาออกมาช่วยกิจการท่องเที่ยวของพี่ชายเป็นการแน่นอนแล้ว ก็ได้มีโอกาสทดลองงานหัหน้าทัวร์อย่างเป็นทางการครั้งแรกกับทริปบาหลี สิ่งที่ต้องทำก็คืออำนวยความสะดวกตลอดการเดินทางให้ลูกทัวร์ เป็นสื่อกลาง (พูดง่ายๆ ว่าล่าม) ให้กับไกด์และลูกทัวร์ สนุกทีเดียว
ขยายความ ประสบการณ์หัวหน้าทัวร์ ณ บาหลี
2 ธันวาคม ไปรอรับลูกทัวร์ที่สุวรรณภูมิแต่เช้าตรู่ คนมากมายมหาศาลอันเนื่องจากเป็นวันหยุดยาว ในที่สุดก็จัดการเรื่องเช็คอินเสร็จ ออกจากกรุงเทพประมาณเกือบๆ 9 โมงเช้า ร่อนลงบาหลีประมาณบ่าย 2 นำลูกทัวร์ผ่าน ตม. ออกมาอย่างปลอดภัย เจอไกด์มารอรับที่ทางออกสนามบิน อากาศร้อนร้ายกาจสุดๆ
เริ่มต้นโปรแกรมทัวร์ทันที พาลูกทัวร์ขึ้นรถไป Uluwatu (อูลูวาตู) วัดบนหน้าผาที่มีวิวทะเลสวยสุดยอด ที่นี่มีลิงเยอะและชอบฉกฉวยข้าวของจากคน ไกด์บอกให้ระวังสมบัติที่เอาติดตัวไปทุกอย่าง แต่ก็มีลูกทัวร์เสียหมวกให้ลิงไปจนได้ ที่ Uluwatu ไม่มีอะไรมากนัก เป็นวัดโบราณที่ไม่มีพระอยู่ พูดหยาบๆ หน่อยก็คือมาดูสิ่งก่อสร้างโบราณที่ทำจากหิน แต่ที่นี่เป็นที่หนึ่งที่มีวิวพระอาทิตย์ตกสวย เดินอยู่ที่นี่พักเดียวก็รีบกลับลงมาขึ้นรถ มุ่งหน้าไปหาด Jimbaran (จิมบารัน) เพื่อทานซีฟู้ดดินเนอร์ริมหาด บรรยากาศดีมากๆ กินไปดูพระอาทิตย์ตกดินไป อาหารที่ลงท้องไปเป็นซีฟู้ดย่างทาด้วยซอสสไตล์บาหลี ประกอบด้วย ล็อบสเตอร์ตัวจิ๋ว กุ้งขนาดปกติ 2 ตัว ปูทะเลขนาดปานกลางครึ่งตัว ปลาหมึก 1 ไม้ ปลาตัวเล็กๆ 1 ตัว กับหอยที่ไม่รู้ว่าเป็นหอยชนิดไหนอีก 2 ตัว เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและผักบุ้งลวก น้ำจิ้ม 2 ชนิดที่ไม่แซ่บเท่าบ้านเรา พอพระอาทิตย์ตกดินก็มีวงดสนตรีเล็กๆ มาสร้างความบันเทิงให้คนที่นั่งกินข้าวริมหาดได้ครื้นเครงกัน เป็นมื้อเย็นริมหาดที่สวยงามใช้ได้ ชื่นชมบรรยากาศกันจนพอใจแล้วก็มุ่งหน้าไปโรงแรม Ramada Benua อยู่ที่หาด Tanjung Benua (ทันจุง เบอนัว) เป็นโรงแรมที่สวยงามใช้ได้ รีบเก็บของนอนเอาแรงไว้ทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น
3 ธันวาคม เริ่มโปรแกรมด้วยการไปชมระบำบารอง เป็นระบำพื้นเมืองของบาหลี เรื่อง Sahadewa เนื้อเรื่องเข้าใจค่อนข้างยาก สรุปได้ว่าเนื้อหาเป็นการสู้กันระหว่างความดีและความชั่ว ดูจบไปต่อกันที่ Monkey Forest ที่นี่อากาศเย็นเพราะเหมือนเข้าไปเดินในป่า ต้นไม้เยอะ ลิงก็สุภาพกว่าที่ Uluwatu ไม่ได้ใช้เวลาที่นี่นานนักเพราะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ออกจาก Monkey Forest ก็มุ่งหน้าไปภูเขาไฟคินตามณี ทานอาหารเที่ยงมองวิวภูเขาไฟ ที่นี่มีคนมารอขายของให้เยอะมาก ใกล้ๆ ภูเขาไฟเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ท่สุดของบาหลีคือทะเลสาบ Batur (บาตูร์) ภูเขาไฟคินตามณีสูงเป็นอันดับสองของเกาะบาหลี ความสูงประมาณ 1,500 เมตร สีของภูเขาไฟเปลี่ยนจากเข้มเป็นอ่อนได้ตามอุณหภูมิของภูเขาไฟ ตอนไปถึงเป็นสีเข้มเกือบดำ นั่งกินข้าวไปสักพักสีอ่อนลงจนเกือบขาว ชมวิวภูเขาไฟกันสักพักก็เดินทางไปจุดหมายถัดไป Tirta Empul (วัดเตียต้า เอมเปิล) มีน้ำผุดจากธรรมชาติที่คนบาหลีถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ น้ำที่ผุดขึ้นมาเป็นน้ำที่ใส คนบาหลีมาอาบน้ำที่นี่เพื่อล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ส่วนอาบน้ำจะต่อท่อส่งน้ำออกมาจากบ่อน้ำผุดด้านใน มี 12 ท่อ คนที่ลงไปอาบจะอาบเรียงไล่มาทีละท่อจนครบ เดินดูทั่วก็กลับไปที่รถ ระหว่างทางกลับมีร้านขายของมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า ของที่ระลึก งานฝีมือต่างๆ เป็นที่ช้อปปิ้งที่สนุกสนานมากเพราะแม่ค้าจะมาเรียกและดึงเข้าร้าน ราคาต่อได้ตามความชอบและความสามารถ ของที่นี่ถูกมากจนเหลือเชื่อ หลานร้านคิดเป็นเงินไทย รับเงินไทยด้วย จบโปรแกรมที่นี่ก็มุ่งหน้าลงใต้ไปกินอาหารจีนที่หาด Kuta (กูต้า) แล้วกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
4 ธันวาคม เริ่มด้วยโปรแกรมพิเศษที่เพิ่มเติมขึ้นมา แน่นอนว่าลูกทัวร์ต้องจ่ายเพิ่ม นั่งเรือท้องกระจกดูปะการัง ให้อาหารปลา และข้ามไปเที่ยว Turtle Island ที่มีสัตว์หลากหลายชนิดให้ถ่ายรูป ได้แก่ เต่า งู นกพีลิแกน นกอินทรีย์ ค้างคาว ระหว่างทางได้เจอเรือรบไทย “ตากสิน” ที่มีราชนาวีประการบนเรือมากมาย โบกมือทักทายกันครึกครื้น แวะดิ่มน้ำมะพร้าวบนเกาะก่อนกลับ น้ำมะพร้าวบาหลีไม่อร่อยเท่าไร อาจจะเพราะมะพร้าวยังอ่อนเกินไปที่จะเอามากิน น้ำยังไม่ทันมีรสหวานแถมติดเปรี้ยวนิดๆ กลับเข้าฝั่งเกาะบาหลี มุ่งหน้าขึ้นเขาไปทะเลสาบ Bantan ทานอาหารกลางวันแล้วลงมาเดินดูวิว ที่จริงมีโปรแกรมต้องนั่งรถเลยไปอีกนิดเพื่อไปที่วัด Ulundanu Bedugul แต่เวลาน้อย เลยชมความสวยวัดจากระยะไกล เราจะมุ่งหน้าไปไฮไลท์สำคัญของบาหลี คือ Tanah Lot วิหารกลางทะเลที่สวยงาม เวลาน้ำขึ้นจะเป็นวิหารกลางน้ำเหมือนอยู่บนเกาะ แต่เวลาน้ำลงจะเห็นแผ่นดินเชื่อมต่อกันเป็นทางเดินไปถึงตัววิหารได้ ระหว่างทางเดินมีร้านให้ช้อปปิ้งแต่ไม่สนุกเร้าใจเท่าที่ Tirta Empul แม่ค้าไม่ค่อยเรียกหรือง้อคนซื้อเท่าไร จบจากที่นี่ ไปทานอาหารเย็นที่หาด Kuta เช่นเดิม แล้วกลับโรงแรม
5 ธันวาคม นัดลูกทัวร์สายกว่าปกติ ให้โอกาสได้ใช้เวลายามเช้าตามต้องการ บาวคนไปเล่นน้ำที่หาด บางคนเดินเล่นเก็บบรรยากาศในบริเวณโรงแรม ในที่สุดก็เป็นโปรแกรมสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ช้อปปิ้งที่ตลาดหาด Kuta แต่ที่นี่ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไร แม่ค้าไม่ค่อยตื๊อและไม่ลดราคาบ้าระห่ำเหมือนวันก่อน ลูกทัวร์ช้อปแบบหงอยๆ เล็กน้อย จบการช้อปปิ้งก็มุ่งหน้าไปร้านอาหารใกล้ๆ สนามบิน กินอาหารจีนมื้อสุดท้ายก่อนเข้าสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ จบทริปโดยสมบูรณ์
สาระจากบาหลี - งานหัวหน้าทัวร์ครั้งแรก ไม่มีอะไรน่ากลัว ทำตัวมั่นๆ เข้าไว้ ตราบใดที่ลูกทัวร์ฟังไกด์ไม่ออกเราก็เป็นต่อ ดูแลใส่ใจลูกทัวร์ให้มีความสุขเป็นสำคัญ - ถนนหนทางในบาหลีคับแคบมาก มอเตอร์ไซค์ก็เยอะ นับถือคนขับรถมากๆ ที่ขับรถทัวร์ขนาดเล็กพาเราไปไหนต่อไหนได้ โดยเฉพาะเวลาขับขึ้นเขา ถนนที่ไม่มีรั้วกั้นข้างทางช่างน่ากลัวเสียจริง - ใช้เงินที่นี่ปวดหัวพอประมาณ จะช้อปปิ้งทีจ่ายกันเป็นแสนเป็นล้าน คำนวณกลับเป็นเงินไทยแต่ละทีเกิดอาการมึนงง - อากาศร้อนเป็นอุปสรรคสำคัญของความสำราญ น่าเสียดายที่อากาศบาหลีไม่มีเย็นกว่านี้อีกแล้ว ร้อนกว่าบ้านเรามากมายนัก September 29 เจาะลึกทริปปักกิ่งทริปปักกิ่ง 16-20 กันยายน 2549
16 กันยายน
วันนี้ยังไม่มีกิจกรรมตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ออกเดินทางจากดอนเมืองที่กำลังจะปิดตัวในอีกไม่ถึง 2 อาทิตย์ข้างหน้าแล้ว นี่เป็นการใช้บริการสนามบินนี้เป็นครั้งสุดท้าย เครื่องออกประมาณบ่าย 2 เหมือนจะเลทไปเล็กน้อย พาเราเหินฟ้าไปร่อนลงที่ปักกิ่งประมาณ 1 ทุ่ม ไปถึงพบไกด์สาวชาวจีนพูดภาษาไทย “น้องหวานใจ” มารอรับอยู่แล้ว ขึ้นรถออกจากสนามบินมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อทานอาหารเย็น แล้วเข้าโรงแรที่พัก Bay Spa Hotel สำหรับปักกิ่ง ที่นี่เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ดูภายนอกอาจจะไม่ใหญ่โตหรูหรานัก แต่คุณภาพห้องพักดีทีเดียว สะอาดและทันสมัย เสียอย่างเดียว.. อ้อ 2 อย่าง คือพนักงานพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ อาจจะพอฟังออกแต่เธอและเขาจะไม่ตอบกลับมาให้เราได้ยินเป็นภาษาอังกฤษเลย และทีวีไม่มีช่องภาษาอังกฤษ ไม่มีสิทธิหาความบันเทิง สำรวจห้อง รื้อกระเป๋า แล้วนอนดีกว่า 17 กันยายน
ทานอาหารเช้าที่โรงแรม อืมมมม ก็รสชาติแบบอาหารจีนอ่ะนะ จืดๆ มันๆ ตัวเลือกมีไม่มากนัก แต่ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว ชิมมันแทบทุกอย่างที่คิดว่าอยากชิม นักท่องเที่ยวที่ดีต้องกล้ากินกล้าลอง (เฉพาะของที่มันดูหน้าตาน่าลอง) ฮุๆๆ จบอาหารเช้าเราก็จะได้เริ่มต้นโปรแกรมทัวร์อย่างเป็นทางการซะที วันนี้เราไปเที่ยวสถานที่ต่อไปนี้ 1. พระราชวังฤดูร้อน “อี้เหอหยวน” พระราชวังที่ซูสีไทเฮาใช้เป็นที่ประทับหาความสำราญ พระราชวังนี้สร้างสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ แต่ซูสีไทเฮาอยู่ได้เป็นเรื่องเป็นราวพร้อมทำนั่นเติมนี่เข้าไปมาก สิ่งที่เป็นไอเดียสุดอลังการของซูสีไทเฮาก็คือทะเลสาบขนาดมหึมาที่ใช้พื้นที่ของพระราชวังนี้ไปถึง 3 ใน 4 “ทะเลสาบคุนหมิง” ใช้แรงคนขุดขึ้นมา แล้วนำดินที่ขุดไปถมเป็นภูเขาเล็กๆ 3 ลูกที่พระราชวังต้องห้ามซึ่งเราจะไปเที่ยวกันในวันต่อไป เดินลัดเลาะไปตามทะเลสาบเรื่อยๆ ถึงท่าเรือที่เราจะนั่งเรือกลับไปยังประตูทางเข้า ถ้าจะเดินกลับคงต้องเดินกันอีกเป็นชั่วโมง ในพระราชวังฤดูร้อนมีมุมสวยๆ เยอะ แต่คนก็เยอะมากเช่นกัน มองไปรอบๆ ตัวก็เจอแต่คน 2. ศูนย์วิจัยสมุนไพรจีน ที่นี่มีเจ้าหน้าที่คนไทยที่ไปอยู่เมืองจีน 50 กว่าปีแล้วออกมาดูแลต้อนรับให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ ระหว่างฟังก็แช่เท้าในน้ำสมุนไพร แล้วก็นวดเท้า สบายดีทีเดียวถ้าตกลงกับคนนวดได้ว่าชอบให้นวดแรงนวดค่อยขนาดไหน ซื้อสมุนไพรรักษาอาการภูมิแพ้กลับมาลองด้วย ไม่รู้จะได้ผลดีมั้ย ยาเป็นแบบเม็ดเล็กๆ ประมาณเม็ดสาคู กินกันทีละ 40-50 เม็ดทีเดียว เที่ยงนี้ฝากท้องกันที่นี่เลย 3. ร้านขายไข่มุกน้ำจืด ที่นี่มีของสวยๆ งามๆ ให้ดู ตั้งแต่เครื่องประดับต่างๆ จากมุกรวมไปถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผสมไข่มุก เริ่มต้นทัวร์ด้วยการที่น้องพนักงานชาวจีนที่พูดไทยได้มาสาธิตการแกะหอยเพื่อนำมุกออกมา หอยแต่ละตัวให้ไข่มุกไม่เท่ากัน ตัวที่แกะกันวันนั้นมีมุกประมาณ 20 เม็ด ลูกทัวร์ก็เก็บกลับไปกันคนละเม็ดสองเม็ด ที่มุมขายครีมและผงไข่มุก ได้ความรู้ทีเดียว ผงไข่มุกเป็นสิ่งที่ซูสีไทเฮาใช้เพื่อบำรุงความงาม ทุก 10 วัน ซูสีไทเฮาจะเสวยโจ๊กผสมผงไข่มุกเพราะเชื่อว่าทำให้ผิวพรรณสวย ด้วยเหตุนี้ ทะเลสาบคุนหมิงจึงไม่ได้มีไว้แค่ประดับพระราชวังฤดูร้อน แต่ใช้สำหรับเลี้ยงหอยมุกด้วย ออกจากที่นี่โดยได้เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ติดไม้ติดมือมาให้ตัวเองและเป็นของฝากให้พี่ๆ น้องๆ สาวๆ 4. หอเทียนถาน สถานที่สำคัญอีกแห่งของปักกิ่งและราชวงศ์จีน ใครเคยดูองค์หญิงกำมะลอคงจำไว้ว่าฮ่องเต้และราชวงศ์เดินทางไปไหว้บรรพชนกัน ที่นี่นี่แหละ สถานที่กว้างใหญ่สวยงามมาก ปัจจุบันเป็นเหมือนสวนสาธารณะกลายๆ คนเยอะเหมือนกัน ได้ชมตำหนักชั้นหน้าและตำหนักชั้นใน ตรงกลางเป็นกำแพงสะท้อนเสียงซึ่งกำลังปิดซ่อม ออกจากที่นี่ก็ไปหม่ำอาหารเย็น วันนี้มีเป็ดปักกิ่งด้วยนะเออ 5. โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ไปดูกายกรรมปักกิ่ง กายกรรมแบบนี้จะเป็นแค่โชว์ธรรมดาๆ ไม่อลังการอย่างที่ออกตระเวนแสดงในต่างประเทศ โชว์โดยรวมเหมือนจะเน้นโชว์ทักษะยิมนาสติกและความแข็งแรงของคนแสดงมากกว่า ฟังจากไกด์เล่าแล้ว เด็กๆ จะมาเป็นนักกายกรรมกันเยอะเพราะทำให้หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่อายุการทำงานหาเงินก็สั้น พออายุเลย 20 ได้ไม่เท่าไหร่ก็เล่นกันไม่ค่อยไหวแล้ว ดูโชว์ที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเสร็จก็กลับเข้าที่พักประมาณ 3 ทุ่ม แต่บางคนยังเข้าไปสำรวจสินค้าที่คาร์ฟูร์กันก่อน
18 กันยายน
อาหารเช้าที่โรงแรมเช่นเดิม เริ่มต้นออกเที่ยว 1. จตุรัสเทียนอันเหมิน เดินลอดอุโมงค์ข้ามถนนไปมาเพื่อชมความสวยงามของบริเวณอย่างทั่วถึง มุมนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก ถนนเต็มไปด้วยมนุษย์ มีทหารแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยยืนประจำตำแหน่งเป็นระยะๆ วันนี้มีงานพิธีอะไรสักอย่าง เลยต้องสังเกตการณ์ห่างๆ 2. พระราชวังต้องห้าม ทางเข้าก็คือเดินผ่านจตุรัสเทียนอันเหมินเข้ามา เคยดูในหนังจีน ในสารคดี ก็รู้ละนะว่ามันใหญ่โตโอฬารมาก แต่พอไปเหยียบเองแล้วยิ่งรู้สึกว่ามันมโหฬารจริงๆ มีตำหนักเยอะ ห้องพักอีกเกือบหมื่นห้อง ถ้าใครดูหนังจีนแล้วเห็นฮ่องเต้ ไทเฮา ฯลฯ นั่งเกี้ยวชมสวนชมวังของตัวเองก็ไม่ต้องสงสัย คือท่านเดินเองก็คงเหนื่อยเอาเรื่องอยู่ ที่นี่ก็ปิดซ่อมหลายตำหนักเหมือนกัน ออกจากวังก็ไปกินข้าวเที่ยง
3. วัดลามะ วังที่ประทับเก่าขององค์ชาย 4 หย่งเจิ้น หลังจากที่ย้ายวังก็พระราชทานให้เป็นวัด ที่นี่มีพระพทธรูปขนาดใหญ่ สูงประมาณ 23 เมตร แกะสลักจากไม้จันทน์ สร้างขึ้นมากว่าพันปีแล้วแต่เพิ่งย้ายมาประดิษฐานที่วัดนี้ได้ 200 กว่าปี มีอ่างอาบน้ำที่เคยใช้อาบน้ำฮ่องเต้ตอนที่อายุได้ 3 วัน
4. ไปเยี่ยมชมร้านผ้าไหมจีน มีหนุ่มไทยแท้ๆ มาบรรยายถึงกระบวนการได้เส้นไหม สาธิตความเหนียวของเส้นใยไหม และการทำผ้าห่มจากใยไหม เนื้อผ้านุ่มลื่น เบาสบาย อยากหอบกลับมาห่มนอนที่บ้านยิ่งนัก แต่ราคาทำให้คิดว่าซื้อแล้วคงนอนไม่หลับมากกว่า ตัดใจไม่ซื้อ ไปเดินดูสินค้าจากไหมอื่นๆ ราคาก็ไม่อยากจะซื้อเท่าไรเช่นกัน
5. นั่งสามล้อชมบ้านโบราณ โปรแกรมเร้าใจผู้โดยสาร นั่งสามล้อถีบดูย่านบ้านเก่า ทางก็คับแคบ มีรถยนต์วิ่งด้วย แต่ที่น่ากลัวก็คือคนที่เดินไปมา พอสามล้อคันไหนเฉี่ยวใครเข้าก็จะมีเสียงก่นด่ามาเป็นระยะๆ ดีนะที่ฟังไม่ออก
6. Underwater World เป็น underwater world ที่ขนาดกะทัดรัดมาก ตู้ปลาแต่ละตู้ก็เล็กๆ อุโมงค์ใต้ทะเลก็ไม่ค่อยมีปลาให้เห็น ระยะทางเพียงครึ่งเดียวของพัทยาบ้านเรา ไม่มีอะไรน่าประทับใจเท่าไร เข้าไปดูพอเพลินๆ ก่อนที่จะออกไปเจอรถติดมหาศาลกลางกรุงปักกิ่ง กินข้าวเย็นเสร็จ ลงไปเดินคาร์ฟูร์ตั้งแต่ 2 ทุ่ม กลับถึงโรงแรมเกือบๆ 4 ทุ่ม ของเยอะดีทีเดียว หอบกลับมามิใช่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นขนมและบะหมี่สำเร็จรูป
19 กันยายน
โปรแกรมหนักที่สุดของทริปคงเป็นรายการวันนี้ กำแพงเมืองจีนนั่นเอง 1. ร้านหยก ระหว่างทางที่จะไปกำแพงเมืองจีนผ่านร้านหยกก่อน เข้าไปดูของสวยๆ งามๆ ราคางามๆ มีลูกทัวร์คนเดียวเสียเงินช้อปหยกจากที่นี่
2. กำแพงเมืองจีน เห็นจากมุมไกลๆ ก็ทึ่งแล้ว มันใหญ่โตอลังการจนไม่ต้องพูดอะไรมาก จากคำบอกเล่าของน้องหวานใจไกด์ประจำคณะ มีคนนับแสนเหยียบล้านตายไประหว่างการสร้างกำแพงนี้ ศพของพวกเขาก็ไม่ได้ไปไหน ถูกฝังอยู่ในกำแพงนั่นเอง หากมีใครเอาหูแนบกำแพงอาจจะได้ยินเสียงร้องไห้ระงมดังออกมาจากกำแพงเลยทีเดียว สิ่งท้าทายรออยู่ เดินขึ้นบันไดชันๆ ขึ้นไปสู่ป้อมบนยอดเขา เหนื่อยมิใช่น้อย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินขึ้นได้ถึงป้อมที่ 3 หรือ 4 ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องเลขลำดับ ซึ่งเราก็ได้ขึ้นไปถึงจุดนั้นเช่นกัน แต่บางคนจะเดินขึ้นไปต่อจนถึงป้อมที่ 7 แล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิม ก่อนขึ้นไกด์ก็ออกปากเลยว่า ที่นี่เป็นที่เที่ยวที่ต้องเดินไกลๆ ที่เดียวที่เราเดินแล้วต้องเดินย้อนกลับ ที่อื่นเราเดินเข้าทางหนึ่งแล้วไปออกอีกทางหนึ่ง แต่ที่นี่ ถ้าจะเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางเพื่อออก คงต้องเดินกันเป็นปี หลังจากกลับลงมาจากป้อมข้างบน ก็มาถ่ายรูปชุดโบราณเป็นที่ระลึก ได้ลองใส่รองเท้าโบราณ เดินยากมาก เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้หญิงแมนจูต้องเดินเหมือนย่องแบบนั้น หมดแรงจากกำแพงเมืองจีนแล้วก็ไปกินสุกี้มองโกลเติมพลัง
3. ร้านขายยาบัวหิมะ (เป่า ฟู หลิง) ของที่คนส่วนใหญ่มาเมืองจีนแล้วต้องซื้อก็ครีมบัวหิมะนี่แหละ สรรพคุณมันก็ดีจริงๆ ลองเองแล้วจึงตัดสินใจไปซื้อเองด้วย อาเจ๊ที่สาธิตสรรพคุณในการรักษาแผลไฟไหม้ก็ลงทุนมาก เอาเหล็กเผาไฟร้อนๆ มาลวกมือตัวเองให้ดู ร้อนมากจนน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วง เมื่อโชว์ให้ทุกคนดูว่ามือไหม้จริงๆ แล้วก็รีบทาๆๆ ครีมบัวหิมะให้เห็น อีก 10 นาทีต่อมาก็เอามือให้ดูใหม่ อุ๊ย ขาวสะอาดไร้ริ้วรอย ยาตัวนี้รัฐบาลจีนเคยส่งมาช่วยรักษาผู้ป่วยจากเหตุการณ์แก๊สระเบิดครั้งใหญ่เมื่อซักสิบปีก่อนด้วย สินค้าที่มีชื่อเสียงอีกตัวของที่นี่ก็คือแผ่นยาปิดแก้ปวดเมื่อย ที่เราได้ยินกันว่า “กอเอี๊ยะ” ได้รับตัวอย่างมาแปะทดลองกันสนุกสนาน ส่วนยากอเอี๊ยะแบบน้ำมันนี่สรรพคุณไม่เลวทีเดียว ทาๆ นวดๆ ต้นคอจากที่ร้านมา ผ่านไปซักชั่วโมงอาการปวดเมื่อต้นคอหายไปเลย หมดเงินที่ร้านนี้อีกพอสมควร
4. พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง มีหุ่นขี้ผึ้งในฉากที่เล่าเหตุการณ์ในยุคสมัยต่างๆ ของราชวงศ์จีน ที่นี่ห้ามถ่ายรูปนอกจากจะเสียเงิน 10 หยวนที่ทางเข้า แต่เราไม่เสีย เพราะตั้งใจจะไปซื้อแผ่นซีดีราคา 5 หยวนที่บันทึกภาพพร้อมคำบรรยายเอาไว้แล้วกลับบ้านแทน แต่เข้าไปแล้วมีจุดที่ให้ได้แต่งตัวในชุดสมัยโบราณถ่ายรูปอีกแล้ว แต่ชุดที่นี่สวยมาก ถ่ายออกมาแล้วชอบทีเดียว
5. ร้านชา Dr. Tea ร้านขายชาของรัฐบาล ชิมชา 4 ชนิด ชาแรกจำชื่อไม่ได้แล้ว ชาผู่เอ้อ ชาอู่หลง ชาหลงจิ่ง เสียเงินซื้อชาหลงจิ่งกลับบ้านเพราะชอบกลิ่นมาก กลิ่นมะลิหอมเย็นๆ แต่ไม่ได้เป็นใบชาอบกับดอกมะลิแบบบ้านเรา เป็นใบชาแห้งที่มีกลิ่นเหมือนมะลิในตัวเอง ชิมชาเสร็จก็ไปทานอาหารเย็นมื้อสุดท้ายในปักกิ่ง เป็นอาหารสไตล์สิบสองปันนา หน้าตาใกล้เคียงอาหารไทยแบบเราๆ แต่รสชาติห่างไกลกันลิบลับ ปลาราดพริกรสชาติเหมือนปลาแป๊ะซะได้อย่างไม่น่าเชื่อ
6. ตลาดกลางคืน+ถนนคนเดิน เดินดูร้านค้ายามกลางคืนของปักกิ่ง แสงสีอาจจะสู้เมืองใหญ่ๆ เมืองอื่นไม่ได้ แต่บรรยากาศก็คึกคักไม่เลว สิ่งที่ทำให้เชื่อว่าคนจีนชอบกินอะไรแปลกๆ ก็คงเป็นอาหารตามรถเข็นที่ขายอยู่ข้างทาง นับสิบร้านทีเดียวที่ขายพวกสัตว์หรือแมลงที่คนทั่วไปไม่กิน แต่คนที่นี่คงกินกันเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ว่าจะงู หนอน แมงป่อง ปลาฉลามตัวเล็กๆ ม้าน้ำ และที่แปลกมากหน่อยก็คงเป็นปลาดาว ไม่เคยเจอร้านที่ขายปลาดาวเป็นของกินมาก่อน เท่าที่ดูด้วยสายตารู้สึกว่าเนื้อมันคงหนึบๆ พิลึก
คืนนี้กลับมาถึงโรงแรมก็เตรียมเก็บข้าวของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ได้รับโทรศัพท์จากบ้านว่าเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจทางการเมืองจากเหล่าทหาร เอาเหอะๆ ทำไรก็ทำกันไป ยังไงฉันยังต้องติดอยู่ปักกิ่งอีกคืนตามโปรแกรมอยู่แล้ว
20 กันยายน
หัวข้อสนทนาในคณะทัวร์ก็หนีไม่พ้นเรื่องเหตุบ้านการเมืองทางบ้านเรา แต่โปรแกรมทัวร์ดำเนินต่อไป เริ่มต้นที่ประตูชัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฮ่องเต้จะเคลื่อนพลออกจากปักกิ่งเพื่อไปออกรบ ปัจจุบันป้อมด้านบนเป็นพิพิธภัณฑ์ผีเชี่ยว สัตว์นำโชคตามตำนานของจีน ลักษณะสำคัญคือปากกว้าง ก้นใหญ่ และไม่ถ่ายเพื่อเก็บโชคลาภไว้ ไปฟังตำนานแบบขาดๆ หายๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะมีโทรศัพท์เรื่องงานจากกรุงเทพฯ ต้องคุย โทรศัพท์เสร็จเค้าก็เล่าตำนานเสร็จพอดี ถึงขั้นตอนสำคัญในการลูบตัวผีเชี่ยวอายุ 500 ปีเพื่อขอโชคลาภเงินทอง วิธีลูบก็ต้องใช้ 2 มือเริ่มต้นจับจากที่หู ลูบมาวนๆ ตรงคอ ลูบผ่านมาตามลำตัว มาลูบวนๆ ตรงก้นอีก แล้วก็กำมือใส่กระเป๋าอะไรก็ได้ที่เปิดรอเอาไว้แล้วเพื่อเก็บเงินทองโชคลาภเข้ากระเป๋า ต่อไปก็ไปดูห้องที่มีผีเชี่ยวจากหยกหลากหลายสีและหลากหลายขนาด ถ้าเช่าผีเชี่ยวมา เอากลับบ้านแล้วต้องอาบน้ำเพื่อลบล้างรอยมือคนอื่นที่มาสัมผัส โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ตามหลักหยินหยาง ไม่ร้อนไม่เย็น) เช็ดให้ทั่วตัวผีเชี่ยว แล้วตั้งหันหน้าออกทางประตูหน้าต่าง ในมุมที่คนอื่นสัมผัสไม่ด้ เพื่อไม่ให้มาแบ่งโชคลาภของเราไป ถ้ามีคนอื่นมาจับก็ต้องอาบน้ำให้ใหม่ แต่โชคลาภที่สะสมมาก็หายไปด้วย เริ่มกันใหม่เลย ออกจากประตูชัยไปทานอาหารเที่ยงมื้อสุดท้าย แล้วการช้อปปิ้งที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ตลาดรัสเซียนั่นเอง ตลาดขายของก๊อปที่คนไทยตั้งอกตั้งใจไปกันมาก ไกด์แนะนำเทคนิคการซื้อของให้ได้รู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สนามประลองไหวพริบในการซื้อขาย หลักง่ายๆ คือต่อมันเข้าไป ต่อกันชนิดที่คนซื้อกับคนขายต้องหน้าด้านซื้อกับหน้าด้านขายกันเลยทีเดียว มีที่ไหนจะทำกันแบบนี้ได้ ของตั้งราคาไว้เท่านี้ ซื้อได้ในราคาแค่ 10% จากที่ตั้งไว้ ร้านแรกอาจจะเขินๆ แต่ต่อไปต่อมาชักเริ่มชิน ความหน้าด้านจะเกิดขึ้นเองแบบไม่ต้องบิ๊ว วันนั้นก็ได้ของมาไม่มาก ของส่วนตัวที่ได้ก็มี กระเป๋าก๊อป 2 ใบ ข้อมือถักๆ ร้อยหยกอีก 2 เส้น ผีเชี่ยวห้อยกระเป๋า 2 ตัว ซอไม้ที่กลายเป็นเรื่องตลกของคณะทัวร์ด้วยราคาที่แต่ละคนซื้อได้แตกต่างกัน และซื้อของเล็กๆ น้อยเป็นของฝากคนอื่นๆ ซื้อของเสร็จกลับขึ้นรถมาเพื่อเดินทางไปสนามบิน เตรียมตัวบินกลับ มีการพูดคุยกันถึงการซื้อของที่นั่นอย่างสนุกสนาน ทั้งที่ซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์การถูกคนขายด่า คนขายตื๊อ ตลอดจนคนขายง้อให้ซื้อ ถึงเวลาบินกลับบ้าน เวลาแห่งความสนุกสนานมันช่างหมดไปรวดเร็วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาในการเที่ยว 5 วัน 4 คืนมันจะจบลงรวดเร็วแบบนี้ ยังสนุกอยู่เลย ไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ก็ไม่แย่อย่างที่คิด ถ้าเจอเพื่อนร่วมกรุ๊ปดีๆ ก็ทำให้การเที่ยวสนุกใช้ได้เลย
++เก็บตกสาระ++ - เที่ยวจีน ภาษาไม่ใช่ปัญหา สถานที่ท่องเที่ยวแทบทุกที่ที่ไปมักจะมีคนพูดไทยได้ อย่างตลาดรัสเซีย พ่อค้าแม่ค้าพูดกันได้เกือบทุกร้าน แต่ก็พูดได้เฉพาะคำที่เกี่ยวกับการซื้อขาย เช่น ไม่แพงหรอก สวย อันนี้มาใหม่ ฯลฯ - การจราจรในปักกิ่งวุ่นวายกว่าบ้านเรามากมายหลายเท่าตัวนัก คนขับรถกันมั่วมาก - ห้องน้ำมีประตูแล้ว ไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อนที่เปิดโล่งโจ้งจนนักท่องเที่ยวหวาดกลัว แต่บางที่ก็ไม่ทำกลอนประตู มีแค่บานประตูที่เปิดปิดได้ หรือในที่ที่ห้องน้ำมีกลอน คนจีนบางคนก็ยังคุ้นเคยกับการทำธุระแบบเปิดเผย ไม่ใส่กลอนประตู คนเปิดประตูหาห้องน้ำว่างๆ เป็นฝ่ายเขินเสียยังงั้น - ที่นี่ไม่ต่างจากฮ่องกง คนแซงคิวยังมีให้เจอ แต่ไม่น่ากลัวร้ายกาจเท่า September 28 เรื่องเล่าจากฮ่องกงฮ่องกง 8-11 กรกฎาคม 2549
เที่ยวเองโดยใช้เพียงบริการรถรับส่งสนามบิน-โรงแรมเหมือนเคย แต่พ่วงซิตี้ทัวร์ครึ่งวันเข้ามา ไปฮ่องกงคราวนี้ เที่ยวน้อยมากเพราะเจอฝนทุกวัน และตอนฝนไม่ตกอากาศก็ร้อนอบอ้าวสุดๆ สิงคโปร์ที่ว่าร้อนยังเดินเที่ยวได้สบายกว่า เพราะมันไม่อบอ้าวขนาดนี้
8 กรกฎาคม
ออกเดินทางด้วย Cathay Pacific ไปถึงบ่ายโมงกว่าๆ แต่กว่าจะออกจากสนามบินก็บ่าย 3 กว่าจะเข้าโรงแรมก็เย็นแล้ว พักที่ Disney Hollywood Hotel ซึ่งอยู่ห่างไกลตัวเมืองพอประมาณ เป็นโรงแรมที่น่ารักน่าพักเกินห้ามใจ วันแรกจบที่เข้าเมืองไปหาข้าวเย็นกินและเริ่มต้นการช้อปปิ้งเล็กๆ วันรุ่งขึ้นค่อยเข้า Disneyland
9 กรกฎาคม
และแล้วแผนที่คิดไว้ตั้งแต่คืนก่อนก็พลาด ฝนตกหนักแต่เช้า ออกจากโรงแรม 8 โมงกว่าเพื่อเข้าไปกินข้าวเช้าใน Disneyland ต้องไปละเลียดอาหารเช้าอยู่เกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อหลบฝนด้วย แล้วก็หมดเวลาไปทั้งวันใน Disneyland จะออกไปไหนไกลกว่านั้นมากก็ไม่ได้เพราะต้องรอรถมารับเพื่อเปลี่ยนไปนอนอีกโรงแรมใน 2 คืนที่เหลือ ก็เพลิดเพลินไปกับการตระเวนดูโชว์และถ่ายรูปกับตัวการ์ตูนทั้งหลาย ไม่ได้เล่นเครื่องเล่นเพราะแม่คงไม่ไหว กิจกรรมใน Disneyland ที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดคือดูหนัง 3 มิติ พอถึงหัวค่ำก็ย้ายไปนอนที่ Holiday Inn Golden Mile Hotel อยู่ที่ Tsim Sha Tsui ถึงโรงแรมแล้วก็ออกมาเดินเล่นหาลูกชิ้นทอดกินยามดึก
10 กรกฎาคม
ตื่นแต่เช้าตรู่เพราะต้องไปซิตี้ทัวร์ ฝนตกอีกแล้ว ซิตี้ทัวร์ก็โอเคในแง่ที่ไปเองก็คงไปได้ไม่ครบ ที่สำคัญที่ได้ไปก็คือ Repulse Bay, Victoria Peak ซึ่งขึ้นไปครึ่งเดียว เสียเวลาไปกับร้านขายของอันได้แก่ร้านจิวเวลลี่และสมุนไพรจีนอยู่พักนึง เลิกซิตี้ทัวร์แล้วก็แยกย้ายกันไปช้อปปิ้งตามเดิม ไปเดิน Ladies' Market และละแวกใกล้เคียงเพื่อช้อปๆๆ หาข้าวกิน กลับมาช้อปอีก แล้วก็เอาของกลับไปเก็บโรงแรม ล้างหน้าล้างตาแล้วออกไปเดินเที่ยวกันต่อที่ Avenue of Star ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินเลียบริมทะเลฝั่งเกาลูน มองไปอีกฝั่งก็จะเห็นเป็นตึกสูงของฝั่งเกาะฮ่องกง ใกล้ๆ เวลาทุ่มนึงหรือทุ่มครึ่งไม่แน่ใจ ก็จะเป็นเวลาของโชว์ Symphony of Light ซึ่งเป็นการแสดงแสงสีตระการตาจากตัวตึกสูงๆ สวยๆ ต่างๆ ประกอบเสียงดนตรี พอเก็บรูปกันเป็นที่พอใจก็เดินกลับมาทางโรงแรม หาของกินยามดึก และช้อปเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางจากร้านย่านนั้น กลับโรงแรมเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น
11 กรกฎาคม
วางแผนไว้แต่แรกว่าเช้าวันนี้จะไป "หยำฉา" กินติ่มซำกลั้วน้ำชา แต่ ฝนตกอีกแล้ว อดกัน เดินกางร่มออกจากโรงแรมไปร้าน Yamazaki ใกล้ๆ หาขนมปังมากินเป็นอาหารเช้า รถจะมารับไปสนามบินตอน 10 โมงเพื่อกลับกรุงเทพฯ ไม่เหลือเวลาจะละเลียดอาหารเช้าเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว จบทริปฮ่องกงแบบงงๆ ไม่ค่อยได้เที่ยวไหนเลย ที่ที่อยากไปก็ยังไม่ได้ไป ต้องมีภาค 2 อย่างแน่นอน
++เก็บตกสาระ++
- ช่วงเซลส์ของฮ่องกง เซลส์กันแบบจริงใจ outlet บางร้านของราคาถูกกว่าเมืองไทยมาก ราคาประมาณ 1 ใน 4 ของเมืองไทย
- อาหารการกิน โดยเฉพาะน้ำดื่มค่อนข้างแพง เทียบกับสิงคโปร์แล้วอาหารแพงกว่า แต่ส่วนใหญ่อร่อยกว่า น้ำดื่มแพงกว่า
- เรื่องการเข้าคิวเป็นปัญหาใหญ่ คนจีนยังต้องปรับปรุงกันอีกมาก เด็กตัวเล็กๆ วิ่งมาแซงคิวโดยมีผู้ใหญ่สอนให้ทำ อนาถใจพอใช้ ไม่ได้อู้.. แต่มันว่าง..นานๆ จะได้นั่งอยู่ออฟฟิศแบบว่างมากๆ ไร้ซึ่งนายไทยและนายฝรั่งอย่างสิ้นเชิง งานการก็ไม่มีอะไรเร่งด่วน งานที่ควรทำเสร็จก็เสร็จแล้ว งานที่ควรดองไว้ก็ดองไว้ก่อนตามธรรมเนียม เลยได้ฤกษ์มาทำขยันอัพบล็อกซะที
หลังจากที่วุ่นวายกับงานการมาตั้งแต่ต้นเดือน อาทิตย์ที่แล้วหนีไปหย่อนใจไกลถึงปักกิ่ง กลับสู่กรุงเทพฯ ด้วยสภาพไร้สิ้นเรี่ยวแรงและสติแต่มีหนี้สินเพิ่มรุงรัง ก็ต้องมาประมวลเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นบ้างกันลืม
ที่ออฟฟิศยังคงวุ่นวายกับการเตรียมตัวรวมบริษัทและย้ายไปอยู่ที่ทำการใหม่ ซึ่งเราไม่ไปด้วย แต่จะย้ายกลับไปประจำการอยู่ชั้นบนตามเดิม กับนายคนไทยเหมือนเดิม แอบดีใจ การทำงานกับฝรั่งบ๊องๆ มาระยะนึงนี่ทำให้สุขภาพจิตเสียไปพอประมาณ
ในที่สุด สนามบินสุวรรณภูมิก็เปิดใช้อย่างเป็นทางการ ซักอาทิตย์หน้าจะเข้าไปเยี่ยมชมกิจการซะหน่อย วันนี้ตื่นขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรแบบเงียบๆ แปลกๆ เหมือนกัน ปกติได้ยินเสียงเครื่องบินขึ้น-ลงแทบจะทุกนาที วันนี้เงียบมากๆ ขออำลาอาลัยสนามบินดอนเมืองมา ณ โอกาสนี้ โธ่.. ต่อไปจะเดินทางที จากที่เคยขับรถออกจากบ้าน 10 นาทีถึงสนามบิน อาจจะต้องเพิ่มเวลาไปอีก 10 เท่าทีเดียว
ถ้าวันนี้ความขยันยังตกค้าง จะทำสรุปเรื่องเล่าจากทริปฮ่องกงและปักกิ่งเสียด้วยเลย เพราะคาดว่าจะหายหัวไม่อัพบล็อกไปอีกระยะนึง เนื่องจากรับงานแปลล็อตใหม่มาทำแล้ว เอาเว้ย.. ทำงานหาเงินมาใช้หนี้จากการท่องเที่ยวกันต่อ ถ้าเงินยังเหลือค่อยโยนหัวก้อยว่าจะเสริมจมูกรึจัดฟัน!!
August 08 งานแต่งงานของพี่ชายใหญ่หลังจากลุ้นกันมานานว่าการจัดเตรียมงานอันแสนจะฉุกละหุกและไร้ซึ่งการวางแผนสิ้นดีของงานสมรสนี้จะเป็นไปอย่างไร ในที่สุด..ก็ถึงวันที่รอคอย 3 สิงหาคม 2549 (ซวยแล้วสิฉัน ยังผอมได้ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้เลย T_T)
อันเนื่องมาจากเป็นงานมงคลงานแรกของที่บ้าน ซึ่งเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์จัดงานแบบนี้กันมาก่อน อาศัยจำๆ จากที่ไปเป็นแขกตามงานคนอื่นมานาน พอมาลงมือดูแลงานเองถึงได้รู้ว่ามันยุ่งอิ๊บฯ มีเรื่องผิดแผนจุกจิกหลายเรื่อง แต่ที่เคืองที่สุดเห็นจะเป็นช็อตเจ้าสาวโยนดอกไม้..ชริ..แทบจะล้มงานแต่งก้ออีตรงที่พี่สะใภ้โยนช่อดอกไม้ผิดเหลี่ยม ห่างดิฉันไปตั้งเกือบ 2 เมตร
เรื่องผิดคิวที่น่าเซ็งที่สุดอันอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของเราและสามารถด่าคนอื่นได้เต็มปากเต็มคำ เห็นจะเป็นเรื่องดนตรี ติดต่อนัดแนะกันอย่างดี นัดน้องนักศึกษาจากสถาบันหนึ่งให้มาเล่นไวโอลินและเชลโล่กล่อมแขกในงาน นัดให้มา 6 โมงกว่าๆ 6 โมง 45 โทรตาม
"กำลังจะกลับรถไปโรงแรมแล้วครับ รถติดมาก"
ฉันก็ได้แต่.. จ้ะ แต่น้องช่วยรีบนิดนึงนะ แขกพี่มาจะครึ่งงานแล้ว พิธีจะเริ่มแล้ว ผ่านไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงโทรไปใหม่
"ผมอยู่หน้าโรงแรมแล้วครับพี่ เดี๋ยวจอดรถแล้วรีบเข้าไป"
ผ่านไปอีก 15 นาที ใช้น้องสาวโทรไปตามใหม่ น้องเดินมาบอกว่า..
**พวกเขาอยู่โรงแรมรามาการ์เด้นกันค่ะ**
!!!!! รามาการ์เด้น?? !!!! จะบ้าเรอะ งานฉันจัดที่มารวยการ์เด้นนะว้อยยยยยยยยยย
สงสารเจ้าบ่าวเจ้าสาว..หน้าเซ็ง เค้าเป็นคนต้นคิดเรื่องหาคนมาเล่นดนตรีนี่เลยทีเดียว เค้าคาดหวังว่างานครั้งหนึ่งในชีวิตของเค้ามันจะออกมาดูดีคลาสสิค หมดกัน...
กลับไปทำงานก่อน นึกไรเด็ดๆ ได้ไว้มาเล่าต่อ..
- + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - +
เก็บตกภาคบ่ายช่วงนายเผลอ...
ไปถึงโรงแรมที่จัดงาน พวกเราสาวๆ ก็เริ่มใจจดจ่อรอช่างแต่งหน้ามาทำสวยให้ และแล้วช่างก็มา เราก็จัดแจงจัดคิวการเสริมสวยกันทันที และดิฉันก็ได้ประเดิมเป็นรายแรก ช่างมา 2 คน ก็เป็นเพศที่รู้ๆ กันดีนะจ๊ะ.. คนนึงแต่งหน้า อีกคนทำผม พี่คนทำผมนี่ คุยเก่งมากๆ จนแต่งหน้าทำผมสมาชิกชุดแรกเสร็จ 6 คนแล้ว รออีก 3 คนที่ยังเดินทางมาไม่ถึง ช่างที่รับหน้าที่แต่งหน้าก็ขอตัวกลับก่อน เหลือคนที่ทำผมเมื่อกี๊นี้ พวกเราก็ชวนคุยไปเรื่อย จนมีประเด็นขึ้นมาว่า.. พี่อีกคนที่มาแต่งหน้าไม่ค่อยพูดค่อยจาเลยเนอะ.. พี่ที่เหลืออีกคนจึงไขข้อสงสัยว่า วันนี้เค้าอารมณ์ไม่ค่อยดีค่ะ เพิ่งรู้ก่อนมางานนี้ว่าแฟนไปมีกิ๊ก นี่รีบกลับไปเคลียร์.. อุแม่เจ้า....
เผาน้องสาว.. ตอนคุยๆ กันระหว่างพี่น้องสาวๆ ว่าจะแต่งตัวกันอย่างไร คุณน้องเล็กของงาน (ขอสงวนชื่อ..แต่ฉันรู้ว่าแกมาอ่านแน่ๆ กร๊ากๆๆ) ซึ่งกำลังอยู่ในวัยศึกษาก็ได้ชุดคล้องคอไว้แจ้งเกิด พอถึงวันงานน้องใส่มาให้พี่ดู.. อ้าว ไหนมันบอกว่าคล้องคอ เปลี่ยนเป็นเกาะอกตั้งแต่เมื่อไหร่ ในฐานะพี่สาวขี้โวยวาย เดี๊ยนก็หันไปเล่นงานน้องสาวที่เป็นคนจัดเสื้อชุดนี้ให้น้องคนเล็ก -เฮ้ย ทำไมแกให้น้องใส่ชุดแบบนี้ ไม่เซฟน้องเลย โป๊มาก- น้องมันก็ทำหน้างงแล้วเดินมาดู พร้อมกับทำหน้าปลงแล้วจัดการลากน้องเล็กของเราไป พอมันกลับมาอีกครั้ง ก็มาในชุดคล้องคอสีเดียวกะเกาะอกตัวเมื่อกี๊เด๊ะๆ.. สรุปความไว้ว่า เด็กมันซื่อ (บื้อ) ใส่ชุดกลับด้าน เอาด้านหน้าไปไว้ด้านหลัง ชุดคล้องคอมันเลยกลายเป็นเกาะอกซะ.. ไอ้เฉิ่มเอ๊ยยยยยย
คุณพี่ชายรอง ก็วุ่นวายใจเป็นพิเศษ ช่วงระหว่างงานแต่งงานเกิดได้รับข่าวร้ายเรื่องลูกทัวร์ที่ไปฮ่องกงในวันนั้น ว่าเจอพิษพายุเข้าอย่างจัง ปลายทางที่ฮ่องกงต้องเปลี่ยนเป็นมะนิลาไปเสียอย่างนั้น และสรุปด้วยการที่ทั้งกรุ๊ปติดแหงกอยู่มะนิลา 1 คืนก่อนที่จะบินเข้าฮ่องกงได้ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคุณพี่ชายรองก็ต้องบินด่วนไปเคลียร์หนี้สินที่เพิ่มขึ้นกับทางโรงแรมที่มะนิลา (แม้จะผ่านไปวันนึงแล้ว กว่าจะร่อนลงฮ่องกงได้ กัปตันต้องบินวนเหนือสนามบินอีก 3 รอบ) กรุ๊ปนี้ขาดทุนแหงๆ เลยคับทั่น ขอไว้อาลัย...
แม้งานวันนี้จะวุ่นวายขลุกขลัก แต่ก็มีเรื่องดีๆ เช่นการได้เจอหน้าเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมา 15 ปี โอ้ 15 ปีจริงๆ ด้วย ไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้มาตั้งแต่เรียนจบ ม.3 เพราะการย้ายโรงเรียน วันนี้เพื่อนมางานแต่งงานพี่ชายเพราะเค้าเป็นแฟนของเพื่อนพี่ชาย (เกือบๆ จะงงเอง) ซึ่งคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย
June 26 I.D. Cardในที่สุด.. วันนี้ก็ได้บัตรประชาชนใบใหม่มาใช้เสียที หลังจากที่มันหมดอายุมาจะครบ 2 เดือนแล้ว และหลังจากความพยายามจะไปทำที่เขตบ้านตัวเองแต่ทำไม่ได้ เพราะขนาดไปตั้งแต่ 8 โมงกว่ากลับเจอปัญหา "วันนี้คิวเต็มแล้ว"
วันนี้เลยวางแผนดิบดี แวะทำที่เขตสะพานสูงอันเป็นทางผ่านแบบอ้อมๆ สู่ที่ทำงาน แวะทำด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไป 15 นาทีนับตั้งแต่ยื่นเอกสารที่โต๊ะแรกจนกระทั่งได้บัตรมาอยู่ในมือ บัตรรุ่นใหม่แล้วนะจ๊ะทั่นทั้งหลาย!!
เอาหน้าตาบัตรใหม่ไฉไลไฮโซมาโชว์ให้เห็น ด้วยจรรยาบรรณของเจ้าของบัตรจึงไม่อาจเปิดเผยใบหน้าและข้อมูลส่วนตัวแก่สาธารณชนได้
June 14 รักในหลวงจัง"รักในหลวงจัง"
เป็นคนไทยมาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยรู้สึกถึงคำว่า "ตื้นตัน" ในความเป็นคนไทยมากเท่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา
ไม่เคยรู้มาก่อนว่า แค่เห็นในหลวงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชน จะทำให้น้ำตาไหลได้
พระราชพิธีทั้งหมดอาจจะถูกจารึกว่าเป็นประวัติศาสตร์
แต่ภาพพระองค์ทอดพระเนตรพสกนิกรด้วยสายพระเนตรที่มีแต่ความเมตตาต่างหาก
ภาพประชาชนของพระองค์รวมตัวกันมากมายแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระองค์ต่างหาก
ที่เป็นประวัติศาสตร์ในหัวใจคนไทย
June 09 Nice Quotesคำคมจากใครหลายๆ คน
Wisdom / by John Patrick (1905-1995)
Pain makes man think
Thought makes man wise
Wisdom makes life endurable
Enlightenment / Lao Tzu เล่าจื๊อ (570-490 BC)
Knowing others is wisdom, knowing the self is enlightenment
Mastering others requires force, mastering the self needs strength
Hope / Martin Luther King Jr. (1929-1968)
We must accept finite disappointment, but never lose infinite hope
Miracle / by Albert Einstein (1879-1955)
There are two ways to live:
you can live as if nothing is a miracle
you can live as if everything is a miracle
Happiness / by Buddha (563-483 BC)
Happiness never decreases by being shared
พนมเทียน จากเรื่อง "เพชรพระอุมา"
เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา
May 30 ยังนึกไม่ออกจะเขียนอะไร ขออู้ไปเรื่อยๆ ก็นะ นึกไม่ออกจิงจิ๊งว่าจะใส่อะไรเข้ามาในนี้ดี
ขอเวลาอีก (มากๆ) หน่อยละกันเน้อ.. |
|
|