| Nong's profileNong's spacePhotosBlogLists | Help |
|
December 14 ทริปที่ใฝ่ฝันและรอคอย อียิปต์!!เป็นแฟนประเทศอียิปต์มานาน ในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปเหยียบทะเลทราย อาบแดดพร้อมตากลมหนาว แหงนหน้ามองพีระมิดที่แสนจะใหญ่โตอลังการ ไปดูมัมมี่ที่แสนน่าทึ่ง และ เหล่หนุ่มๆ อียิปต์หน้าตาดีที่หาไม่ได้บนเครื่องบินของสายการบินอียิปต์แอร์
6 ธ.ค. 07 ออกเดินทางพร้อมลูกทัวร์อีก 24 ชีวิตด้วยสายการบินอียิปต์แอร์ตอนตี 1 กว่าๆ นั่งไป ตื่นไป นอนไป 10 ชั่วโมงผ่านไป ก็ร่อนลงที่ไคโรตอน 6 โมงครึ่งของเช้าวันที่ 6 ธ.ค. ตามเวลาอียิปต์ที่ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง เจอผู้ประสานงานทัวร์หนุ่มอียิปต์ที่มารอรับที่สนามบิน คุณอาลี ดูแลทั้งคณะจนผ่าน ตม. รับกระเป๋า ขึ้นรถ แวะเข้าโรงแรม พักกันที่ Sofitel Le Sphinx ทานอาหารเช้า เข้าห้องล้างหน้าล้างตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นกันแล้ว ก็เริ่มออกเที่ยวที่แรก โดยคราวนี้ได้พบไกด์ตัวจริงที่เป็นคนดูแลคณะ น้องมาร์วา สาวสวยชาวอียิปต์ผู้มีเสียงหัวเราะเป็นเสน่ห์ประจำตัว ออกเที่ยวกันที่มหาพีระมิดแห่งกีซา ที่นี่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่พัก ด้วยความใหญ่โตของพีระมิด สามารถมองเห็นพีระมิด 2 หลังได้จากระยะไกล และเป็นโชคดีของหัวหน้าทัวร์อย่างดิฉันมากมายที่บริษัทแลนด์ของอียิปต์จัดห้องวิวพีระมิดให้เพียงคนเดียว (จุ๊ๆ เดี๋ยวลูกทัวร์ได้ยิน)
มหาพีระมิดแห่งกีซามีทั้งหมด 3 หลัง เป็นพีระมิดของกษัตริย์ 3 รุ่น หลังที่ใหญ่ที่สุดเป็นของรุ่นปู่ หลังใหญ่รองลงมาเป็นของรุ่นพ่อ และที่เล็กที่สุดเป็นรุ่นลูก โดยปกติจะมองเห็นเพียง 2 หลังใหญ่ หากจะมองให้เห็นครบทั้ง 3 หลัง ต้องขับรถอ้อมไปด้านใน หรือมองเห็นได้จากบริเวณที่มีสฟิงซ์ตั้งอยู่ พีระมิดเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นมาได้แบบน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด ก้อนหินแต่ละก้อนที่นำมาวางเรียงกันจนได้เป็นพีระมิดหลังใหญ่ขนาดนั้น มีน้ำหนักแต่ละก้อนไม่ต่ำกว่า 2 ตัน แล้วที่เห็นเอามาทำพีระมิดหลังใหญ่ที่สุดนั่น 2 ล้าน 3 แสนก้อน การวางเรียงกันรึก็มหัศจรรย์ วางได้แนบชิดกันจนแม้แต่กระดาษแผ่นบางๆ ยังแทรกผ่านไปไม่ได้
แวะถ่ายรูปพีระมิดกันแล้ว ขี่อูฐแล้ว อ้อมไปดูเจ้าสฟิงซ์จมูกบี้กันแล้ว เลยไปเที่ยวร้านน้ำหอมและร้านทำกระดาษปาปิรุสกัน ที่ร้านน้ำหอมมีหัวน้ำหอมของน้ำหอมแบรนด์ดังหลายกลิ่นหลายยี่ห้อ ในฐานะที่ช่วยแปล ต่อราคา และช่วยขายน้ำหอมให้ทางร้านแล้ว ก็ได้ของตอบแทนจากหนุ่มอียิปต์เป็นน้ำหอมขวดเล็กๆ มา 2 ขวดพร้อมขวดคริสตัลสวยงามอีก 1 ขวด ส่วนที่ร้านกระดาษปาปิรุส ได้ดูวิธีการทำกระดาษจากต้นปาปิรุส แต่ราคารูปภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสนี่ก็แพงเอาเรื่อง แผ่นเล็กๆ ยังพอกัดฟันซื้อได้ แต่ถ้าเป็นแผ่นใหญ่ๆ ก็ขอชื่นชมด้วยสายตาพอ
ออกจากร้านนี้แล้ว วางแผนจะพาลูกทัวร์กลับเข้าโรงแรมเพื่อล้างหน้าล้างตาพักผ่อนซัก 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะกลับไปที่เจ้าสฟิงซ์จมูกบี้เพื่อดู Sound & Light Show ระยะทางที่ควรใช้เวลาเพียง 10 นาทีกลับกลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่งเพราะเจอรถติดแบบสาหัส ได้บรรยากาศกรุงเทพบ้านเราโดยแท้ จากที่จะไปล้างหน้าก็กลายเป็นแค่แวะโรงแรมเพื่อเข้าห้องน้ำที่ล็อบบี้ แล้วรีบออกไปดู Sound & Light กัน เป็นโชว์แสงเสียงที่แสดงประวัติศาสตร์ส่วนสำคัญแบบรวมๆ ของอียิปต์ โดยเน้นเรื่องการสร้างพีระมิดเยอะหน่อย ดูโชว์จบก็ไปทานอาหารเย็น กลับเข้านอน
7 ธ.ค. 07 ออกเดินทางไปยังเมมฟิสและซัคคารา เมมฟิสเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอียิปต์ ที่นี่จะได้เห็นรูปปั้นโบราณหลากหลาย แต่ที่เด่นสุดก็คือรูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์รามเซสที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่ แต่รูปปั้นนี้หักตรงส่วนขา ทำให้ต้องต้อนรับเราในท่านอน จบทัวร์ที่เมมฟิส แวะเข้าร้านพรม ชมวิธีการถักพรมแบบต่างๆ
ออกจากที่นี่ มุ่งหน้าไปซัคคารา ดูพีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ที่มี 6 ระดับ เดินอ้อมไปอีกมุมก็จะสามารถมองเห็นพีระมิดทรงค่อมที่อยู่ห่างออกไปอีก 15 กิโลได้ พีระมิดค่อมเกิดจากการพยายามจะสร้างพีระมิดรูปทรงปกติแต่องศาการวางหินผิดไป ปกติพีระมิดจะมีมุมเอียงที่ 52 องศา แต่พีระมิดค่อมนี้เริ่มต้นด้วยมุม 52 องศาจริง พอทำไปๆ มุมมันเหลือแค่ 42 องศาซะยังงั้น ตัวพีระมิดเลยออกมาเป็นเส้นโค้งแปลกตา ใกล้ๆ กันมีพีระมิดรูปทรงปกติอีกหลัง แต่สร้างด้วยองศาความลาดเอียงที่เท่ากับตัวพีระมิดค่อม แต่สร้างด้วยมุม 42 องศาตั้งแต่ส่วนฐานขึ้นไป
แวะร้านทำจี้สลักชื่อเป็นภาษาอียิปต์โบราณ เรียกว่า คาร์ทูช ที่นี่ทำงานเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะได้รับความสนใจจากลูกทัวร์เยอะ คอยประสานงานกับทางร้าน แจ้งความต้องการลูกค้า ดูแลให้ลูกค้าสั่งสินค้า ชำระเงินเสร็จ ก็ได้รางวัลจากหนุ่มอียิปต์จากร้านนี้ เป็นจี้คาร์ทูชพร้อมสร้อยอีกหนึ่งเส้นกลับมา เป็นของที่ได้มาแล้วชอบที่สุดเลยทีเดียว เพราะดูแล้วหน้าตามันอียิ๊ปต์ อียิปต์
บ่ายแก่ๆ กลับเข้าโรงแรมพักผ่อนได้ชั่วโมงหนึ่ง ออกไปล่องเรือในแม่น้ำไนล์ ดูระบำหน้าท้องที่สาวนักเต้นระบำดูยังไงๆ ก็ไม่ค่อยจะเหมือนผู้หญิงแท้ซักเท่าไหร่ มีหนุ่มหนวดงามสวมกระโปรงบานๆ หลายๆ สีออกมาโชว์หมุนตัวชวนเวียนหัวอีกหนึ่งชุด จบโชว์ก็ทานอาหารเย็นเคล้าเสียงดนตรีจากนักร้อง ใช้เวลาอยู่บนเรือเกือบ 2 ชั่วโมง กลับไปสลบเหมือดที่โรงแรม
8 ธ.ค. 07 วันนี้เดินทางไกลสู่อเล็กซานเดรีย เมืองหลวงเก่าอีกแห่งของอียิปต์ เป็นเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุด ติดทะเลเมดิเตอเรเนียน ระหว่างที่นั่งรถเลียบทะเลไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังสถานที่เที่ยวก็ทำให้ได้ชื่นชมความงามของทะเลที่คั่นแอฟริกากับอียิปต์เอาไว้
อเล็กซานเดรียเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ที่คนรู้จักกันเยอะน่าจะเป็นเรื่องชีวิตรักของพระนางคลีโอพัตรา แต่จากที่ฟังไกด์เล่าแล้ว เรื่องราวมันช่างมีความแตกต่างจากหนังที่เคยดูอยู่มิใช่น้อย ภาพในหนังที่ทำออกมาให้คนนั้นคนนี้ดูสวยงาม ความจริงในประวัติศาสตร์กลับทำให้เราฉงนงงงวยกันเลยทีเดียว
ที่ที่ได้แวะชมในอเล็กซานเดรีย ประกอบไปด้วย El Salamlek Palace เป็นวังเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม แต่ส่วนที่เป็นวังเก่าตั้งอยู่ข้างๆ กัน และยังเก็บไว้เป็นวังจริงๆ จังๆ เปิดใช้เพื่อรับแขกบ้านแขกเมืองก็คือ Haremlek พอฟังความเป็นมาของเจ้า Haremlek แล้วก็พอจะเข้าใจว่าฮาเร็มมาจากไหน ก็เจ้า Haremlek นี่ เป็นวังส่วนที่บรรดาสาวๆ สวยๆ อยู่ แล้วท่านผู้ชายที่ควรต้องอยู่ในวัง Salamlek ก็มักจะมาขลุกอยู่แต่ใน Haremlek นี่ ปล่อยให้ Salamlek ว่างงานซะยังงั้น ออกจากวังก็ขับรถอ้อมชายฝั่งไปชม Citadel ของอเล็กซานเดรีย Citadel คือป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสังเกตุการณ์ข้าศึกที่จะมารุกรานนั่นเอง ในวันสุดท้ายเราก็จะไป Citadel ที่สุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี ในไคโรอีกที่หนึ่ง
รายการเที่ยวต่อไป เป็น Roman Theatre โรงละครแบบโรมันที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงของชาวอียิปต์โบราณ ในบริเวณเดียวกันเป็นโรงอาบน้ำที่ถือเป็นอีกแหล่งพบปะสังสรรค์ของชาวอียิปต์ ออกจากที่นี่ ไปดูเสาปอมเปย์กันต่อ เป็นเสาทรงโรมันทำจากหินแกรนิตตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียวในเขตวัดเก่า แต่สิ่งก่อสร้างโดยรอบพังเกลี้ยงแล้ว เหลือแค่เสาต้นนี้กับสฟิงซ์ที่นอนเฝ้าเสาอยู่อีก 2 ตัว
ดูเสาแล้วก็มุ่งหน้าไป Catacomb สุสานใต้ดินที่ภายในมีห้องต่างๆ มากมาย ทางลงเป็นบันไดวนขั้นเตี้ยๆ 91 ขั้น ภายในสุสานมี 3 ชั้น ชั้นแรกที่ลงไปถึงเป็นห้องโถง มีวัฒนธรรมแปลกๆ เกิดขึ้นก็คือเมื่อมาเยี่ยมศพ เขาจะไม่นิยมการร้องไห้ฟูมฟาย แต่มาปิกนิกกัน หอบข้าวปลาอาหารมากินกันสำราญในสุสาน พออิ่มแล้วก็จะขว้างถ้วยชามที่ใช้กินข้าวกันทิ้งไว้ในสุสานนั่นแหละ เพราะเชื่อว่าเข้ามาในสุสานแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องเป็นของคนตาย เอากลับออกไปไม่ได้ ตอนขุดพบสุสานนี้จึงพบถ้วยชามแตกหักมากมายเกลื่อนกลาดอยู่ในห้องที่ใช้เป็นที่ปิกนิกกัน ชั้นที่สองถัดลงไปมีห้องที่สำคัญคือห้องที่มีโลงศพหิน 3 โลงตั้งอยู่ เชื่อกันว่าน่าจะเป็นห้องเก็บศพของครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก ที่นี่มีการค้นพบมัมมี่และข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บไว้ให้คนตาย ชั้นล่างสุดที่อยู่ต่ำลงไปนั้นโดนน้ำจากใต้ดินท่วมไปแล้ว ลงไปไม่ได้ รอบๆ ห้องเก็บศพนี้เป็นผนังที่ทำเป็นช่องเล็ก ๆ มากมายล้อมเอาไว้วางข้าวของต่างๆ
จบรายการเที่ยวที่อเล็กซานเดรีย มุ่งหน้ากลับไคโรเพื่อทานอาหารค่ำและกลับเข้าโรงแรมนอน การนั่งรถจากไคโรไปอเล็กซานเดรีย ใช้เวลาในการเดินทางไปและกลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
9 ธ.ค. 07 วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในอียิปต์ วันนี้เป็นโปรแกรมที่หัวหน้าทัวร์รอคอยมาตลอด พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งไคโรนั่นเอง! ได้ดูมัมมี่ของจริงหลังจากที่เคยดูแต่ในหนังสือ ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ขุดเจอกัน ได้ดูอะไรต่อมิอะไรที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความเจริญและความสามารถของคนอียิปต์ เข้าไปแค่เห็นภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆ ที่มีการขุดค้นมาได้ก็ขนลุกซู่แล้ว ยิ่งพอได้เห็นของจริงแบบใกล้ชิด ยิ่งรู้สึกทึ่ง เสียดายที่ในพิพิธภัณฑ์นี้ห้ามถ่ายรูป และเสียดายที่มีเวลาที่นี่แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โปรแกรมหน้าจะจัดให้มีเวลาเยอะๆ กว่านี้ให้ได้เชียว
แวะเข้าไปดูโบสถ์คริสต์ในเมืองอิสลาม ที่อียิปต์มีชาวคริสต์ประมาณ 15% แต่เป็นคริสต์ที่ไม่ได้ขึ้นกับสำนักวาติกันแต่อย่างใด ตัวไม้กางเขนของชาวคริสต์ที่นี่ก็เป็นเหมือนรูปกากบาทที่ขาของไม้กางเขนทั้ง 2 ข้างยาวเท่ากัน ไม่ได้สั้นข้างยาวข้างเหมือนของคริสต์ทั่วๆ ไป โบสถ์ที่นี่มีจุดเด่นคือเป็นโบสถ์ที่สร้างพาดอยู่บนหอสูง 2 หลัง หากมองจากด้านหน้า จะเห็นว่าตัวฐานโบสถ์ลอยอยู่เหนือพื้นดิน เหมือนถูกแขวนอยู่ระหว่างหอสูงที่ขนาบข้างอยู่นั่นเอง
ออกจากโบสถ์ มุ่งหน้าสู่ Citadel แห่งไคโร ที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสงครามนั่นเอง ไกด์เล่าว่าสร้างขึ้นในช่วงที่มีสงครามครูเสด แต่สงครามยุติลงก่อนที่จะลามมาถึงไคโร ป้อมปราการนี้จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการสงครามจริงแต่อย่างใด ในที่เดียวกันนั้นเอง คือสุเหร่าโมฮัมหมัด อาลี (Mohammed Ali Mosque) สุเหร่านี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับ Blue Mosque ในตุรกี ดูข้างนอกก็ว่าสวยแล้ว แต่ข้างในนี่ สวยเกินคำบรรยาย จากจุดที่สุเหร่าตั้งอยู่นี้เป็นที่สูง สามารถมองวิวเมืองไคโรได้สุดหูสุดตาทีเดียว
ออกจากสุเหร่า เข้าสู่โปรแกรมสุดท้ายของทัวร์ การช้อปปิ้งที่ Khan El Khalili Bazaar นั่นเอง ถ้าให้เปรียบเทียบ ที่นี่ก็คือตลาดรัสเซียของปักกิ่ง Lowu Center ของเซินเจิ้น ตลาดปราบเซียนของบาหลี หรือถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะเป็นจตุจักรหรือคลองถมนั่นเอง ที่นี่มีของจำพวกของฝาก ของที่ระลึกขายกันมากมาย เสียดายที่ไม่ได้ซื้อของอะไรของตัวเองเลย เพราะลูกทัวร์ดึงตัวให้ไปช่วยส่งภาษาตลอด เศร้ามากๆๆๆ
ช้อปเสร็จ กินข้าวเย็นเสร็จ ได้เวลาบอกลาไคโร บอกลาประเทศอียิปต์แล้ว เป็น 4 วันที่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจมาก อียิปต์เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ น่าทึ่ง โดยเฉพาะในแง่ของความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ คนอียิปต์เองก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร เด็กๆ วัยรุ่นก็มักจะมาทักทายชาวต่างชาติด้วยความสนใจเสมอ อาหารอาจจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหลายๆ คน แต่ก็ไม่ได้รสชาติแย่จนกินยากเย็นอะไรนัก
เก็บตกเรื่องน่าสนใจ - เดือนธันวาคม อากาศอียิปต์ดีมากๆ เย็นสบายจนถึงหนาวนิดๆ แม้จะมีแดดแต่ก็ไม่ร้อนแสบผิว เว้นแต่วันที่ไปกีซา ลมแรงกลางทะเลทรายสามารถทำลายเส้นผมคุณได้ เซ็ทผมไปดีแค่ไหนก็กระเจิง หมวกหรือผ้าโพกหัวช่วยท่านได้ - น้ำดื่มแพงมาก ราคาพอๆ กับในฮ่องกงหรือสิงคโปร์ทีเดียว หากสามารถติดกระเป๋าไปซัก 2-3 ขวดจะช่วยให้ประหยัดได้มาก - เรื่องช้ำใจ อุตส่าห์หอบมาม่า ชา กาแฟ ไปเสวยสุขยามดึก แต่โรงแรมในอียิปต์แทบทุกที่ไม่มีกาต้มน้ำในห้อง โฮๆๆ - โปรแกรมเที่ยวเลิกค่ำทุกวัน แถมเวลาที่ช้ากว่ากันตั้ง 5 ชั่วโมง วันแรกๆ ปรับตัวกันไม่ได้ พอซัก 5 โมงเย็นอันเป็นเวลาบ้านเรา 4 ทุ่มแล้ว ชาวไทยตาปรือ คอตกกันทั้งคณะ - หนุ่มอียิปต์รุ่นหนุ่มๆ นี่ หน้าตาหล่อเหลาเหลือเชื่อ!! - แม้หนุ่มๆ จะหน้าตาดี แต่นิสัยชีกอนี่ เป็นกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่เว้นแม้สถานที่ราชการ - แอบบ่น กว่าจะได้วีซ่าไปเที่ยวอียิปต์กันทริปนี้ สุขภาพจิตเสียไปมากมาย คราวหน้าฉันจะไม่พลาดท่าเสียทีเรื่องเอกสารให้สถานทูตแน่นอน บทเรียนคราวนี้เจ็บแสบยิ่งนัก ได้วีซ่ากันวันสุดท้ายของการเดินทางทั้งๆ ที่ยื่นเข้าไปตั้ง 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้น ฮึ่มๆๆๆ TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://nong-sp.spaces.live.com/blog/cns!9E80B6E53F60E093!987.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|